เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทศพล ทังสุบุตร “IP Mart” ต่อยอดตลาดนวัตกรรม

09 ต.ค. 2560 | 09:37น.

สัมภาษณ์

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน หลุดพ้นกับดักการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จึงเป็นที่มาของการส่งเสริมการพัฒนาให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมในหน่วยงานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่ง “กรมทรัพย์สินทางปัญญา”เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการที่พัฒนานวัตกรรม ตั้งแต่ตั้งไข่จากการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา(IP) ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ทศพล ทังสุบุตร” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถึงแผนงานการจัดตั้ง “IP Mart” เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมในการซื้อขายผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบ e-Market Place ว่า

Q : ที่มาของการตั้ง IP Mart

ขณะนี้การเสนอขายสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญาในอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร ดังนั้นปีที่ผ่านมากรมเริ่มโครงการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น เพื่อเชื่อมโยงกับโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน (smart phone) โดยจะมีการจัดทำข้อมูลผลิตภัณฑ์ และจัดอันดับเชื่อมโยง

ข้อมูลและคลาสซิฟายไอพีแต่ละประเภท สำหรับให้ผู้สนใจเข้าไปได้ซื้อขายแบบ e-Market Place ขณะนี้เว็บไซต์เสร็จแล้วอยู่ระหว่างการเตรียมอัพโหลดข้อมูลที่จะเผยแพร่

Q : IP Mart ให้ข้อมูลอะไรบ้าง

ในเว็บไซต์จะมีข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ ราคา และรายละเอียดของสินค้าที่เจ้าของใส่เข้าไป มีการจัดเกรด IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) เป็น 3 ประเภท คือ บรอนซ์ หมายถึง IP ที่อยู่ระหว่างเตรียมคำขอเพื่อยื่นจดทะเบียน ซิลเวอร์ หมายถึง IP ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว และโกลด์ หมายถึง ได้รับการจดทะเบียนและเริ่มทำการตลาดแล้ว จะเป็นการคัดกรองและเป็นดัชนีว่าปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมสินค้าไปมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้ไปตัดสินว่านวัตกรรมนั้น ๆ ดีหรือไม่ เป็นเพียงการให้ข้อมูลว่าสินค้านั้นมีศักยภาพ (potential) เพียงใด บางอันจะมีการต่อยอดเรื่องการตีมูลค่าของ IP ว่าจะคิดอย่างไรด้วย

นอกจากนี้ กิจกรรมใน IP Mart ไม่เพียงจะมีทั้งการซื้อขาย IP หรือคำขอ IP แต่จะมีการซื้อขายสินค้าที่ผลิตจาก IP เช่น GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์)

Q : เฟสแรกมีกี่ราย

ทางกรมมีกระบวนการติดตามผล มีคณะกรรมการมอนิเตอร์ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูล ตอนนี้อยู่ระหว่างคัดเลือก เราจะมีกรรมการมอนิเตอร์ คาดว่าใน 2 เดือนจะสรุป และทดลองระบบได้ปลายปีนี้ และเริ่มใช้จริงต้นปี 2561 ตั้งใจว่ารอบแรกจะดึงมา 300-400 รายในทุกเทคโนโลยี

Q : ประโยชน์ของ IP Mart

ตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ โดยจะต้องติดเร็กคอร์ดว่า IP อันไหนเชื่อมโยงหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่สนใจรู้ว่า สินค้าชิ้นนี้เชื่อมโยงกับการใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจอยู่ จะสามารถใช้ขอส่งเสริมหลักประกันได้เพิ่มอีกหรือไม่ และเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศด้วย เพราะมีการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ไทยเทรดดอตคอม เป็นต้น

Q : ระบบนี้จะคัดเลือกนวัตกรรมอะไรบ้าง

ผู้ประกอบการที่มีการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับกรม จะต้องยื่นขอเข้ามาว่าต้องการจะเข้าร่วมโครงการไอพีมาร์ตหรือไม่ เป็นการต่อยอดจากศูนย์ IDE ซึ่งให้ความรู้ผู้ประกอบการไปแล้ว 1,000 กว่าคน มีเอกชนหลักร้อยที่สนใจจะต่อยอดพัฒนานวัตกรรม และมีการศึกษาใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล (new S-curve) จัดเป็นรายสาขา เพื่อจะออกรายงานว่าในแต่ละสาขามีการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรบ้าง มีอะไรที่ได้รับความนิยมหรือไม่ได้รับความนิยม เพื่อเป็นแนวทางให้เอสเอ็มอีที่ไม่สามารถลงทุนไปศึกษาตลาดได้ด้วยตัวเอง และเพื่อลดปัญหาการพัฒนานวัตกรรมซ้ำซ้อน เพราะในที่สุดก็จดไม่ได้ ไม่มีมูลค่า

นี่จึงเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริมการสร้างสรรค์ แน่นอนว่าตอนนี้ทุกหน่วยงานทำวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยงาน แต่กรมทำเพื่อต่อยอดจากฐานข้อมูลที่เรามี โจทย์ของเราคือ เพื่อให้นำข้อมูลสิทธิบัตรมาใช้ส่งเสริมการสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถหลบไปทำอะไรที่ไม่ซ้ำได้ เพราะสามารถเห็นข้อมูลแล้วนำไปวางแผนการผลิตได้

Q : ต่อยอด IP Mart เฟส 2 อย่างไร

ในปีหน้ากรมจะมีโครงการต่อเนื่อง หลังจากลอนช์โครงการ IP Mart เฟสแรกในเดือนมกราคม 2561 จะมีโครงการมาต่อเนื่อง คือ จะมีคณะกรรมการที่พิจารณาข้อมูลของสินค้าและคัดเลือกสินค้าที่มีความน่าสนใจ และมีโอกาสในการทำตลาดได้ มาสนับสนุนการสร้างมูลค่า (value creation) โดยร่วมกับสมาคมประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมจะออกค่าใช้จ่ายให้ จะทำให้ระบบการคิดราคามีหลักเกณฑ์เป็นที่ยอมรับ และสามารถนำไปยื่นขอหลักประกันทางธุรกิจ โดยคำนวณว่าสินค้านี้มีมูลค่าเท่าไร สมมุติ สินค้านี้ราคา 1 แสนบาท คิดจากอะไร คิดจากระบบที่มีมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมากรมได้จ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำคู่มือ (ไกด์ไลน์) ประเมินมูลค่า จะทำควบคู่กันไป โดยกรมเตรียมจะเผยแพร่ข้อมูล เราไม่อยากให้การตั้งราคาเป็นแบบเลื่อนลอย

 


 

ปลดแบ็กล็อก-ปราบละเมิด IP ฉลุย

หลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเปิดทบทวนสถานะนอกรอบ (Out of Cycle Review : OCR) ทำให้ไทยมีโอกาสถูกปรับสถานะการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ จากปัจจุบันที่สหรัฐจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในขั้นที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL)

โดยภายในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องจัดทำรายงานความคืบหน้าในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต่อสำนักงาน USTR เพื่อแสดงถึงความคืบหน้าในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง จนทำให้บรรยากาศโดยรวมด้าน IP ดีขึ้น

โดยขณะนี้สถิติการจับกุมและดำเนินคดีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) 2560 มีจำนวน 4,511 คดี เพิ่มขึ้น 2.96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถยึดของกลางได้ 2.1 ล้านชิ้น ลดลง 34.85% จากปีก่อน โดยเป็นผลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจับกุมดำเนินคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า 3,047 คดี เพิ่มขึ้น 4.22% คดีละเมิดลิขสิทธิ์ 962 คดี เพิ่มขึ้น 9.65% ส่วนการละเมิดสิทธิบัตร 29 คดี ลดลง 68.54% ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีการดำเนินคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า 17 คดี เพิ่มขึ้น 26.71% และกรมศุลกากรมีการดำเนินคดี 456 คดี ลดลง 3.97%

ขณะที่ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการจดทะเบียน IP ที่คั่งค้าง (แบ็กล็อก) ภายหลังจากได้รับการสนับสนุนจัดหาบุคลากรเพิ่ม ประมาณ 100 อัตราจากเดิมมีเพียง 20 คน ทั้งยังจัดอบรมบุคลากรร่วมกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และมีการพัฒนาระบบไอทีเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเร็วขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2560 สามารถรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเพิ่มจาก 2,000 คำขอต่อปี เป็น 6,400 คำขอต่อปีในปีนี้