สัมภาษณ์
“ประชา งามรัตนกุล” เปิดธุรกิจรุ่ง-ร่วง เมืองตรังไตรมาส 4 ถุงมือยาง-อาหารบูม-ท่องเที่ยวดิ่ง
ผ่านพ้นไตรมาส 3 ปี 2563 ไปอย่างหืดขึ้นคอในหลายธุรกิจ ขณะที่อีกหลายธุรกิจถึงกับล้มหายตายจากยังไม่ฟื้น มีเพียงบางธุรกิจเท่านั้นที่อยู่รอด และมีทิศทางที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ประชาชาติธุรกิจมีโอกาสสัมภาษณ์ “ประชา งามรัตนกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง มาวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจเมืองตรัง พร้อมเปิดธุรกิจภาคอุตสาหกรรมรุ่ง ร่วง เมืองตรังภายในวิกฤตโควิด-19 พร้อมแนะนำภาครัฐควรออกมาตรการเกาให้ถูกที่คันที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่ได้ผลดีต่อศักยภาพการแข่งขัน
“ประชา” บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศมีตัวเลขที่ติดลบ ส่วนไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะดีขึ้นเฉพาะเป็นบางธุรกิจ เช่น ถุงมือยางเครื่องมือทางการแพทย์ ธุรกิจอาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจดีลิเวอรี่ส่งอาหาร วัสดุสิ่งของต่าง ๆ จะมีการขยายตัวไปในทิศทางที่ดี

“ส่วนธุรกิจที่อยู่ในภาวะทรงตัวและมีแนวโน้มที่จะขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพืชผลทางการเกษตร กลุ่มนี้ทรุดต่ำลงไปแบบสุด ๆ ในช่วงโควิด-19 ระบาดจนตัวเลขการขยายตัวเกือบศูนย์
เนื่องจากการส่งออกไปต่างประเทศชะลอตัว ลูกค้าต่างประเทศชะลอและงดสั่งซื้อสินค้าทั้งหมด ทำให้สินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกต้องไปค้างที่ท่าเรือทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักที่กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและยางพารา ต้องส่งไปจำหน่ายกว่า 90% ทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดไปทั้งระบบ”
นายประชากล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อจีนคลี่คลายจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเริ่มควบคุมสถานการณ์อยู่ โรงงานเริ่มเดินเครื่อง คนงานเริ่มกลับมาทำงาน ทำให้สินค้าพอจะทยอยส่งไปจำหน่ายได้ แต่กำลังการผลิตยังไม่เต็มที่ เพราะต้องรอระบายสต๊อกก่อนหน้านี้ และในไตรมาสสุดท้ายนี้เริ่มมีตัวเลขการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เต็ม 100% กลับคืนมาเพียง 40-50% เท่านั้น โรงงานหลายแห่งยังต้องหยุดการทำงานในบางแผนกและลดระยะเวลาการทำงานลงไป
โดยเฉพาะที่ตรังมีโรงงานหลายแห่งประกาศปิดกิจการไป ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลางบางส่วน ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ยังดำเนินงานต่อ แต่ต้องชะลอหรือปิดการทำงานไปบางแผนกที่ไม่จำเป็น เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด
นายประชากล่าวต่อไปว่า สำหรับภาคธุรกิจที่ถือว่าร่วงยังไม่ฟื้นกลับมาในระยะสั้นนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และบริการที่ยังต้องลำบากต่อไปอีก จนกว่าการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกจะคลายตัวลง ขณะที่ช่วงนี้ยังระบาดอยู่ ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวจะหนักสุด ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พักต่าง ๆ ของที่ระลึก ร้านอาหารขนาดใหญ่ กลาง และเล็กบางส่วนที่สภาพคล่องไม่ดียังจะต้องปิดตัวต่อไป ผู้ประกอบการต้องหันมาขายกันทางออนไลน์เอาตัวรอดกันมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ดีเหมือนช่วงก่อน แต่ก็พอจะช่วยเหลือตัวเองให้รอดได้ในวิกฤตที่เกิดขึ้น
“ในส่วนมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น ที่ผ่านมาแทบจะเรียกว่าภาคธุรกิจเอกชนแทบจะไม่ได้พึ่งพาจากภาครัฐเท่าที่ควรเลย ภาครัฐไม่ได้ช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันเท่าที่ควรมาเป็นเวลายาวนาน จนเราเคยชินชากันแล้ว ต้องพึ่งตัวเองมาโดยตลอด
โดยเฉพาะภาคการผลิตกลับอ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายบางเรื่องของภาครัฐที่เป็นอุปสรรคทำให้เกิดความอ่อนแอ ส่วนมาตรการภาครัฐที่จะออกมาช่วยนั้นยังไม่ตรงจุด ที่ผ่านมาจะเห็นชัดเรื่องการแจกเงินชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ที่อยากให้มีมาตรการช่วยเหลือ ต้องออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ครบและเป็นรูปธรรม”
นายประชากล่าวต่อไปว่า ความจริงแล้วมาตรการที่รัฐจะช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือประชาชนโดยไม่ต้องใช้เงินและได้ผลมากกว่าที่น่าจะให้ความสำคัญมากกว่า นั่นคือการไปแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการผลิต เช่น กฎหมายผังเมือง ให้ทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืน เป็นต้น
ภาครัฐต้องไปตั้งโจทย์ว่าจะช่วยเหลือภาคเอกชนและภาครัฐอย่างไรที่ไม่ต้องใช้เงิน แล้วออกมาตรการที่เหมาะสม ตนคิดว่าจะทำให้ภาคเศรษฐกิจ และธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการที่จะออกมาแจกเงินอย่างเดียว ซึ่งการแจกเงินก็ดีอยู่แล้วก็ต้องขอบคุณรัฐบาล แต่น่าจะมีมาตรการที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะการช่วยเหลือโดยไม่ต้องใช้เงินและเกิดประโยชน์แบบครบวงจรมากกว่าที่เป็นอยู่