เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

1 ปี ประทับห้วงสรวงสวรรค์

13 ต.ค. 2560 | 10:43น.

ไม่มีเหตุวิปโยคใดเทียบเท่ากับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของคนไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่บันทึกช่วงเวลาแห่งความโศกาอาดูรที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เมืองไทย แต่ทั้งโลกต่างก็ร่วมแสดงความอาลัยแด่การจากไปของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของพสกนิกรไทย และพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ชาวโลกต่างยกย่องและสรรเสริญพระบารมี

๑ แถลงการณ์สวรรคต

เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม สำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

 

๒ เคลื่อนพระบรมศพ

เวลา 16.35 น. วันที่ 14 ตุลาคม ขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นรถตู้สีบรอนซ์แถบฟ้า เลขทะเบียน 1 ด 0929 เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินบนหลังคา เคลื่อนออกจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ ออกจากโรงพยาบาลศิริราชที่ประตู 8 สู่ถนนวังหลัง โดยขณะที่รถอัญเชิญพระบรมศพเคลื่อนผ่าน พสกนิกรที่นั่งอยู่ 2 ฝั่งข้างทาง ต่างโน้มตัวลงพื้นไหว้ตั้งอธิษฐานจิตถวายสักการะพระบรมศพ บางคนเปล่งเสียงคำว่า “ขอน้อมเกล้าฯ ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”, “ทรงพระเจริญ” ทั้งนี้ พสกนิกรส่วนใหญ่พลันที่ได้เห็นรถเชิญพระบรมศพต่างปิดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ พากันร่ำไห้ น้ำตาร่วงไปตาม ๆ กัน เวลา 16.55 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จลงจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเสด็จฯไปยังพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระพักตร์สดใส ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระองค์เองทักทายพสกนิกรที่มาถวายสักการะพระบรมศพ 

๓ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล

สำนักพระราชวังแจ้งหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยกำหนดการประจำวันตลอด 100 วัน หรือตามกำหนดไว้ทุกข์ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 07.00 น. พระพิธีธรรมรับพระราชทานฉันเช้า เวลา 09.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 11.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมฉันเพล เวลา 12.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม และเวลา 15.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม เวลา 18.00 น. ประโคมย่ำยาม เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 21.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตมวาร (7 วัน) วันพุธที่ 19 ตุลาคม

พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560

๔ ประชาชนกราบถวายบังคมพระบรมศพ รวม ๑๒,๗๓๙,๕๓๑ คน

28 ตุลาคม 2559-5 ตุลาคม 2560

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม สำนักพระราชวัง ออกประกาศ เรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ด้วยสำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาตในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดังนี้

1.พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ในการนี้ได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

2.พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 15 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 น.

3.พระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคต่าง ๆ ทั้งบุคคล คณะบุคคล ภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 50 วัน

๕ รวมใจขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ชาวไทยร่วมจุดเทียน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีพร้อมเพรียงกันที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 นับเป็นอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยากมาก ที่จะเห็นประชาชนเรือนแสน พร้อมใจกันออกมาแสดงความอาลัยด้วยการประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยมีประชาชนมายืนประจำที่แทบทุกตารางนิ้วบริเวณรอบ ๆ พระบรมมหาราชวังและรอบกำแพงวัง ทุกคนต่างแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์สีดำ เดินเท้าเข้าพื้นที่สนามหลวงกันตั้งแต่เช้าจดค่ำ เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีพื้นที่ว่างในบริเวณรอบ ๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ทุกคนต่างมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน และมีการจุดเทียนด้วย

 

๖ กษัตริย์-ราชวงศ์ทั่วโลกและคณะทูตานุทูตถวายสักการะพระบรมศพ

ภายหลังจากข่าวแพร่สะพัดไปทั่วโลกเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชสาส์นแสดงความอาลัยจากพระมหากษัตริย์จากหลายประเทศ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ แห่งบรูไน ยังได้ทรงแสดงความเสียพระทัยต่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์, สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระทัยส่วนพระองค์มายังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยไม่ได้มีการเผยแพร่เนื้อความในพระราชสาส์นส่วนพระองค์แต่อย่างใด, พระราชสาส์นจาก สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์ แห่งบาห์เรน, สุลต่านกอบุส บิน ซะอีด กษัตริย์โอมาน, สาส์นแสดงความเสียใจจากชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ทานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, ชีค ซาบาห์ อัล-อาห์หมัด อัล-ซาบาห์ เจ้าผู้ครองคูเวต และ ชีค คาลิฟา บิน ซายิด บิน สุลฏอน อัลนะฮ์ยาน เจ้าผู้ครองนครอาบูดาบีส่งมาถึงราชวงศ์ไทย เป็นต้น

รวมไปถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมแสดงความอาลัย และการเสด็จพระราชดำเนินมาถวายสักการะของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์อื่น ๆ จากหลายประเทศ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และ สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อวางพวงมาลาและลงพระนามาภิไธยเบื้องหน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท, เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน, สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม มูอัซซัม ชาห์ และ รายา ประไหมสุหรี อากง ตวนกู ฮัมไมนาล บินดิ ฮาไมดุน แห่งมาเลเซีย, สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ และ สมเด็จพระราชินีซาเลฮาแห่งบรูไน

ผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพ เช่น ยังดี เปอร์ตวน อากง สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย, ราชวงศ์ระดับสูงซาอุดีอาระเบีย, ตะมีม บิน ฮะมัด อัษษานี ผู้ครองรัฐกาตาร์, ลี เซียนลุง นายกฯสิงคโปร์, เอ็ดการ์ ลังกา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแกมเบีย, ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา, ทองลุน สีสุลิด นายกฯ สปป.ลาว, โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย เป็นต้นรวมถึง สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จฯเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. 2560 ในการนี้เสด็จฯมาถวายราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยเช่นกัน

๗ พระเมรุมาศ

การก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบสำหรับการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560 โดยพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จะมีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ