เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บริษัทจีนแห่ “ไอพีโอ” ดันตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นเบอร์ 1 โลก

31 ต.ค. 2563 | 19:51น.

ชีพจรเศรษฐกิจ
นงนุช สิงหเดชะ

แม้โลกจะมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ทั้งความตึงเครียดทางการเมืองและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทจีนกลับเห็นเป็นโอกาสที่จะระดมเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์จากตลาดหุ้นโลก ตัวอย่างเช่น บริษัทฟินเทคในเครืออาลีบาบาอย่าง “แอนต์ กรุ๊ป” ที่กำหนดจะนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ครั้งใหญ่ที่นักลงทุนรอมานานในสัปดาห์นี้

โดยจะเป็นการจดทะเบียนในตลาดหุ้น 2 แห่งพร้อมกัน คือ “ฮ่องกง” และ “เซี่ยงไฮ้” ด้วยมูลค่าการระดมทุนมากกว่า 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซาอุดิ อารามโค ของซาอุดีอาระเบียเคยทำเอาไว้

ตามข้อมูลของ “เอิร์นส์แอนด์ยัง” ระบุว่า ในบรรดาบริษัทที่ทำการไอพีโอเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทั่วโลกช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีถึง1 ใน 5 หรือประมาณ 180 บริษัทที่ไอพีโอในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ทำให้เซี่ยงไฮ้เป็นตลาดหุ้นที่มีไอพีโอเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้า “แนสแดค” ของสหรัฐ ที่มีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพียง 119 ราย และเมื่อรวมการไอพีโอในตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น 115 ราย ฮ่องกง และเกรเตอร์ ไชน่า 99 ราย เท่ากับว่าการไอพีโอในตลาดหุ้นจีนมีสัดส่วนถึง 45% ของการไอพีโอในตลาดหุ้นทั่วโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทจีนยังพยายามเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐด้วย แม้ว่าจะเกิดแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ ที่พยายามจะลดความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัทจีน หลังจากทั้ง 2 ประเทศเปิดสงครามการค้ากันมานาน

ทั้งนี้ บริษัท “ลูแฟกซ์” ซึ่งให้บริการกู้ยืมเงินและบริหารความมั่งคั่ง วางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ด้วยมูลค่าระดมทุน 2,360 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นบริษัทจีนรายล่าสุดที่จะเข้าจดทะเบียนในนิวยอร์ก หลังจากก่อนหน้านี้มีบริษัทจีนเข้าจดทะเบียนไปแล้ว 23 ราย ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

“วินสตัน หม่า” อดีตกรรมการผู้จัดการกองทุนความมั่งคั่งของไชน่า อินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชั่น (ซีไอซี) ชี้ว่า การที่บริษัทจีนเหล่านี้เร่งรีบเข้าตลาดหุ้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้็ เพราะต้องการหนีจากความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงทางการเมืองเช่นกัน โดยธุรกิจทั่วโลกกำลังรอผลการเลือกตั้งสหรัฐในสัปดาห์นี้ที่จะมีผลกระทบต่อกิจการระหว่างประเทศ

หม่าบอกว่า การที่บริษัทจีนสนใจตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นเพราะมีความน่าสนใจทั้งในแง่ของขนาดที่ใหญ่และสถานะในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ยิ่งบริษัทเหล่านี้รอคอยนานมากขึ้นที่จะเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำ อันจะทำให้นักลงทุนสถาบันของสหรัฐและธนาคารเพื่อการลงทุนที่ช่วยดำเนินการเรื่องไอพีโอ เอาตัวถอยห่างไปจากบริษัทจีนเหล่านี้

ขณะที่รัฐบาลจีนสนับสนุนการไอพีโอภายในประเทศ ด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มใหม่ ทำให้ปีนี้มีบริษัทจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ มากกว่า 290 บริษัท จากปีที่แล้วทั้งปีมีเพียง 200 บริษัท เหตุที่รัฐบาลจีนสนับสนุนการไอพีโอ ก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากไวรัสโควิด-19

ดังนั้น ตลาดหุ้นเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทในการระดมทุนโดยไม่ต้องรอรับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังกระตุ้นบริษัทท้องถิ่นทำการจดทะเบียนในตลาดหุ้นแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง แทนตลาดต่างประเทศ

บริษัทวิจัย “ไชน่า เรเนอซองส์” ระบุว่า เงินทุนจากทั่วโลกที่เข้าลงทุนในจีนยังไม่ได้สัดส่วนกับขนาดของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน ดังนั้นในระยะยาวเชื่อว่านักลงทุนมีความต้องการจะเข้ามาในตลาดหุ้นจีน ถึงแม้ปัจจุบันตลาดหุ้นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อคำนวณจากมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แต่ถึงกระนั้นก็ยังใหม่ และเล็กกว่าตลาดหุ้นสหรัฐหลายสิบปี

ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงเช่นกันเพราะสัดส่วนความเป็นเจ้าของมีสูง ทำให้จำนวนหุ้นที่ปล่อยออกมาให้นักลงทุนซื้อขายยังค่อนข้างจำกัด