สัมภาษณ์พิเศษ
ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะอุทกภัยและภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “climate change” และล่าสุดในปี 2564 ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากลานิญา แน่นอนว่าถือเป็นความท้าทายหน่วยงานเรกูเลเตอร์ที่ดูแล “น้ำ” ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ “นายสมเกียรติ ประจำวงษ์” เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการดูแลน้ำปี 2564
โค้งสุดท้ายปี’64 เสี่ยงแล้ง
อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำในอ่าง รวมกันทั้งสิ้น 47,907 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 23,977 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวมกัน 12,525 ล้าน ลบ.ม หรือ 50% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 5,829 ล้าน ลบ.ม.
ภาพรวมปีนี้แม่น้ำสายหลัก ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปกติ
โดยปริมาณน้ำภาคเหนือปีนี้น้ำน้อยมาก ไม่ถึง 50% เป็นปีที่แปลกมากสิ่งหนึ่งที่เตรียมเอาไว้คือจากนี้ไปต้องมีการสำรองน้ำยามขาดแคลน ซึ่ง 2 เดือนสุดท้าย เพราะฉะนั้นปีนี้ถึงต้นปีหน้ายังเผชิญภัยแล้ง
สำหรับภาคอีสานตอนบน ที่มีน้ำน้อยกว่า 50% ประกอบด้วย เขื่อนห้วยหลวง ลำปาว และน้ำอูน ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ ปริมาณน้ำเริ่มพ้นขีดอันตรายหรืออยู่ที่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 53% ซึ่งที่ผ่านมาต้องระมัดระวังในการใช้น้ำอย่างมาก แต่ปีนี้สามารถใช้น้ำเพื่อการเกษตรได้บางส่วน สำหรับเขื่อนลำปาว ในปี 2562 สามารถทำการเกษตรได้ประมาณ 3 แสนไร่ แต่ในปีนี้ไม่สามารถทำการเกษตรเท่าปีที่แล้วได้ อาจจะต้องมีการจำกัดการใช้มากขึ้น
พื้นที่ภาคกลาง การจัดสรรน้ำในพื้นที่ภาคกลางจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพออยู่แล้ว แต่ด้านการเกษตรไม่สามารถช่วยเหลือได้แล้ว เนื่องจากในอดีตจะมีการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาช่วยเหลือเพิ่มเติม 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อรักษาคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับการอุปโภคบริโภค ที่ยังสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
การจัดสรรน้ำแต่ละส่วน
จากสถานการณ์ดังกล่าวคงไม่สามารถผันน้ำได้เท่าปีก่อน เนื่องจากน้ำในแม่น้ำแม่กลองมีประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม. ผันน้ำได้ไม่เกิน 500 ล้าน ลบ.ม. อาจจะเป็นความเสี่ยงในอนาคต ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ
ส่วนภาคการเกษตร เนื่องจากช่วงก่อนสิ้นสุดฤดูฝน มีฝนตกลงมาจำนวนมาก ส่งผลให้ฤดูแล้งนี้ยังไม่กระทบกับข้าวของชาวนาที่ปลูกต่อเนื่อง แต่หลังจากวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนงดปลูกข้าวหรือพืชที่ใช้น้ำมาก เพื่อลดปริมาณการส่งน้ำให้น้อยลงก่อน ซึ่งข้อนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งสรุปหาพื้นที่ที่ควรส่งน้ำเข้าช่วยเหลือ
น้ำตะวันออกหายห่วง
ส่วนภาคตะวันออก ถือเป็นภาคที่มีน้ำเยอะกว่าทุกภาคในประเทศ แต่ยังมีพื้นที่ที่มีน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และเขื่อนสียัด แต่จากลมมรสุมที่เข้ามาอาจมีส่วนช่วยเติมน้ำเหนือเขื่อนดังกล่าวได้บ้าง ที่สำคัญคือช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC จึงไม่น่ามีปัญหา
“ปีนี้เบาใจกว่าปีที่แล้วมาก แม้ว่าปริมาณน้ำโดยรวมจะน้อยกว่าปีที่แล้ว จากปริมาณน้ำที่ลดลงของ 2 เขื่อนใหญ่ในภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก จากนี้เราจะเร่งรัดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง การเร่งรัดการแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดวัชพืช จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน ไม่ทิ้งน้ำไปเปล่าประโยชน์ พัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิมให้มากขึ้น”
ปีหน้าไทยเสี่ยงเจอลานิญา
สถานการณ์ปี 2564 ประเมินว่าจากปีนี้หลายพื้นที่ทั่วไทยจะมีฝนตกชุกกว่าปกติในช่วงครึ่งท้ายฤดูฝนนี้ ส่งผลให้ผลพวงทั้งหมดไทยเสี่ยงที่จะเจอปรากฏการณ์ลานิญา (La Nina) ซึ่งยังคงต้องติดตามต่อไปในรายละเอียดว่าจะหนักขนาดไหนต้องประเมินอีกครั้ง ช่วง 3-4 เดือนหลังจากนี้ คาดว่าจะทราบผล โดยปีนี้เชื่อว่าไทยจะสามารถผ่านวิกฤตภัยแล้งได้ ส่วนการคาดการณ์ฤดูฝนหน้า ได้ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินแบบระยะยาว เพื่อรับมือกับฝนทิ้งช่วง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ
เร็ว ๆ นี้ จะมีการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติติดตามงบฯ 28,000 ล้านบาทโครงการน้ำ เพื่อสำรองและกักเก็บน้ำในอนาคต ซึ่งจะมุ่งเน้นการขุดเจาะน้ำบาดาล โดยจะปรับลดขั้นตอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามีบทบาทในการเสนอโครงการจากล่างสู่บน เข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ตรงจุดมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้การของบฯจะผ่านจังหวัดทำให้ชาวบ้านประสบปัญหาขาดแคลน
ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวจะสรุปภาพรวมและผลสรุปความเป็นไปได้โครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ “โขง-เลย-ชี-มูล” โดยคาดว่าจะริเริ่มก่อสร้างประตูปิดกั้นลำน้ำแม่น้ำศรีสงคราม เพื่อปิดและเอาน้ำสูบย้อนกลับมาใช้แก้ภัยภาคอีสาน
พร้อมทั้งเดินหน้าแผนผันน้ำระหว่างประเทศ “ลุ่มน้ำสาละวิน” จะต้องหารือ
กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเเห่งประเทศไทย
ความคืบหน้า “พ.ร.บ.น้ำ”
อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หากการพิจารณาค่าน้ำอาจจะคิดอัตราจัดเก็บเป็นขั้นบันไดหรือไม่อย่างไร ส่วนอัตราการตัดเก็บจะให้หน่วยงานเก็บจัดสรรน้ำไปคิดเอง เข้ากองทุนและรายได้บางส่วนเข้าท้องถิ่น โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างศึกษากรอบการทำงานภายในเดือนธันวาคมน่าจะทราบข้อสรุปภายในเดือนธันวาคม
ซึ่งกฎหมายการขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังกล่าว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการน้ำแห่งชาติจากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนประกาศลงในราชกิจจาฯ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือน ม.ค. 2564
“ต้องเรียนก่อนว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ ที่ให้มีการคิดและเก็บค่าใช้น้ำ ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจหรือผลกำไร แต่เป็นการเก็บเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ลงทุนค่าบริหารจัดการ โดยจะมีคณะกรรมการควบคุมราคาการเก็บค่าน้ำเพิ่มให้เกิดความเป็นธรรม 3 หน่วยงาน ทำหน้าที่จัดเก็บ คือ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และรายได้ส่วนหนึ่งจะนำเข้ากองทุน ชุมชน ซึ่งจะมีอัตราการจัดเก็บไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการจัดสรรน้ำ การใช้น้ำ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีบางประเด็นที่ต้องผ่านการรวบรวมความคิดเห็นก่อน เพราะบางข้อยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน”