พลิกคดีสอย 3 นายกรัฐมนตรี ผลประโยชน์ทับซ้อน ปมร้อนเก้าอี้ ‘ประยุทธ์’
คอการเมืองมองข้ามชอตการแก้ไขรัฐธรรมนูญ-การตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์และ 3 ข้อเรียกร้องของ “ราษฎร” หาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประสบอุบัติเหตุ “ตกเก้าอี้” ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า
หมายศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธันวาคม 2563 จึงถูกกระพือให้เป็น “วันชี้ชะตา” กรณีคำร้อง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” แห่งพรรคเพื่อไทยว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว”
ด้วย “คุณสมบัติต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ กรณีอาศัย “บ้านพักหลวง”ในค่ายทหาร กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ทั้งที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว
ทว่า “วงใน” ศูนย์กลางอำนาจมั่นใจ “ฝ่าด่านกฎหมาย” ไม่ยากเย็น เพราะมี “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมาย เจ้าของสมญานาม “เนติบริกร” ตลอดจน “ทีมกฎหมายส่วนตัว” ที่มี “ดิสทัต โหตระกิตย์” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มีดีกรีเป็นถึง “อดีตเลขาธิการกฤษฎีกา” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ “ยกเครดิต” ให้เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเข้าคุก
“2 กุนซือกฎหมาย” ขนาบซ้าย-ขวา รับผิดชอบทุกคดีแพ่ง-อาญา ในศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครอง และชั้นคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นอกจากนี้ ยังมี “ที่ปรึกษากฎหมายประจำตึกไทยคู่ฟ้า” ที่ “สแตนด์บาย” เสิร์ฟคำปรึกษาถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ คือ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตผู้พิพากษา-เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
“กุนซือตึกไทยคู่ฟ้า” มองทะลุค่ายกลกฎหมายว่า “จะไม่เป็นปัญหา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์อยู่บนข้อยกเว้นตามระเบียบของกองทัพบก เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายให้อดีต ผบ.ทบ.อยู่บ้านพักในกองทัพได้ ถึงแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว”
เนื่องจากมี “ข้อยกเว้น” โดยระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของข้าราชการและลูกจ้างประจำในกองทัพบก พ.ศ. 2553 ที่ลงนามโดย “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” สมัยเป็น ผบ.ทบ.
และที่ผ่านมา “พล.อ.ประยุทธ์จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟเอง”
หาก “ตีความ” จาก “ตัวอักษร-ถ้อยคำ” เป็น “เจตนารมณ์” ในกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ใช้คำว่า “ข้อบังคับ” หมายถึง “ระเบียบ” ซึ่งกองทัพบกอนุญาตให้ “อดีตผู้บังคับบัญชา” อยู่ในบ้านพักสวัสดิการทหารได้
“ที่ปรึกษากฎหมายอีกราย” อ่านกฎหมายแล้วเห็นตรงกัน-มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายและข้อเท็จจริง ว่าด้วย “การขัดกันแห่งผลประโยชน์”
มาตรฐานเดียวกับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้นำรัฐประหารปี’49 และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
อย่างไรก็ตามในอดีตมีคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้นำประเทศให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำให้ตกเก้าอี้นายกฯมาแล้ว
เช่น กรณี “ยุบพรรคพลังประชาชน” กรณีทุจริตการเลือกตั้ง-ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 5 ปี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ส่งผลให้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกรัฐมนตรี “นอกทำเนียบ” ไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า
หรือคดีคำวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี “สิ้นสุดลงเฉพาะตัว” คดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการ สมช.
“ผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง และของผู้อื่นในเรื่องการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน หรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ” คำวินิจฉัยระบุ
และหากไปเทียบเคียงกับคดี “ชิมไป บ่นไป” ของ “สมัคร สุนทรเวช” ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร “สิ้นสุดลง” ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ได้
ใน “ข้อกฎหมาย” มาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่า “จะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย”
กรณีของ “พล.อ.ประยุทธ์” ถูกร้องความเป็นรัฐมนตรี “สิ้นสุดลงเฉพาะตัว” ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 160 (5) “ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง”
และหมวด 9 ว่าด้วย “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) “ไม่รับเงิน หรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานปกติ”
ใน “ข้อเท็จจริง” นายสมัคร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ยังเป็น “พิธีกร” รายการ “ชิมไป บ่นไป” เหมือนกับ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ยังพักอาศัยอยู่ “บ้านพักทหาร” โดยให้เหตุผลเรื่อง “ความปลอดภัย”
คำวินิจฉัย คดีชิมไป บ่นไป ระบุว่า “จนกระทั่งผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องก็รับว่าได้เป็นผู้ดำเนินรายการให้กับบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด มิได้หยุดและมิได้มีการบอกเลิกข้อตกลงตามที่ดำเนินการมาโดยตลอด”
รวมทั้งมิได้มีการกระทำใด อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการบอกเลิกการเป็นหุ้นส่วนกับนายศักดิ์ชัย และบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด คงดำเนินรายการชิมไป บ่นไป
คดีของนายสมัครกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงแตกต่างกันที่บทบัญญัติ-ตัวอักษรระหว่างบรรทัด ซึ่งนายสมัครถูกมัด-รัดด้วยความเป็นลูกจ้าง-หุ้นส่วนของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด
ศาลจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 267
ทั้งคดียุบพรรคพลังประชาชน-ชิมไป บ่นไป และโยกย้ายถวิล เป็นจุดหักเหทางการเมือง-อำนาจเปลี่ยนมือครั้งสำคัญ ทำให้นายกฯต้องตกเก้าอี้