อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ปตท.หลังโควิด “เรากำลังกลับมา”
ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ดูเหมือน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สามารถฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากพื้นฐานการทำธุรกิจที่แข็งแกร่ง แม้บริษัทจะประสบกับภาวะการขาดทุนจาก stock loss น้ำมัน จนทำให้โรงกลั่นน้ำมันในเครือต้องลดการผลิตน้ำมันสำหรับอากาศยานลง แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าสถานการณ์โลกที่ดีขึ้นจะช่วยให้ความต้องการกลับมา
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ถึงการดำเนินงานของบริษัทต่อจากนี้ไป
10 เดือนช่วงโควิด
ปีนี้ทั่วโลกต่างเผชิญสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ปตท.ก็เหมือนกัน แต่ 10 เดือนที่ผ่านมานี้การดำเนินการของเราเริ่มเป็นไปตามเป้าหมาย (กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 12,053 ล้านบาท จากไตรมาส 1/2563 ที่ขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้าบาท) แม้ว่าบางโครงการจะต้องชะลอออกไปบ้าง เราเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว
ด้านความต้องการใช้น้ำมันจะเห็นว่า ทั้งเบนซินและดีเซลเริ่มกลับมาดีขึ้นหลังผ่านช่วงล็อกดาวน์ แต่น้ำมันอากาศยาน (JET) ยังฟื้นตัวกลับมาไม่ถึง 50% ซึ่งที่ผ่านมากลุ่ม ปตท.ได้บริหารจัดการในการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 3 แห่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปรับให้ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ผลิตน้ำมันอากาศยานเพียงรายเดียว ส่วน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กับ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ไม่ได้ผลิตน้ำมันอากาศยานแล้ว
ทิศทางพลังงานในปีหน้า
แนวโน้มรายได้ของกลุ่ม ปตท.ในปี 2564 มีทิศทางดีขึ้นจากปีนี้แน่นอน จากการประเมินราคาน้ำมันในกรอบ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผมมองว่าทิศทางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ไม่มากนักจากเฉลี่ยปีนี้ประมาณ 41-42 เหรียญ/บาร์เรล ส่วนปริมาณการขายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจโลก
หากมีวัคซีนต้านโควิด-19 ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงโดยเฉพาะภายหลัง “โจ ไบเดน” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็จะมีนโยบายต่าง ๆ ออกมา ตรงนี้จะส่งผลมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการส่งออกของประเทศให้ดีขึ้น
สงครามการค้าจะคลี่คลายลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐน่าจะส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้นและเติบโตได้มากขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทน “มากกว่า” พลังงานจากฟอสซิลตามคำมั่นสัญญาของ “ไบเดน” ที่มีนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ดังนั้น ธุรกิจที่จะลงทุนในอนาคตต้องประเมินให้สอดคล้องและพร้อมปรับรูปแบบของพลังงานให้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก โดยการลงทุนปีหน้า ปตท.จะพยายามทำให้ดีและให้ได้มากที่สุดตามสภาวะที่เอื้ออำนวย
ประกอบกับ ปตท.ไม่ได้อยู่ในโหมดของการลดการลงทุนและบุคลากร ดังนั้น จากนี้ไป ปตท.จะต้อง “upskill-reskill” พนักงงานให้พร้อมทำงานและใช้ศักยภาพความสามารถเต็มที่ ส่วนแผนการดำเนินงานนั้นกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณ โดยเตรียมนำแผนงานและงบฯลงทุน 5 ปี (ปี’64-68) เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ปตท.ในเดือนธันวาคมนี้
“ผลการดำเนินงานปีหน้า ผมว่ามีโอกาสดีขึ้น ส่วนหนึ่งหากนโยบายชัดเจน policy (การเมือง) ชัดเจน นักลงทุนก็ชอบ และถ้าเศรษฐกิจดี ปริมาณขายก็ดีขึ้น ส่วนราคาน้ำมันไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ในปีนี้ ปตท.โดน stock loss ช่วงโควิด ทำให้ต่อไปต้องประเมินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีอย่างใกล้ชิด”
มุ่งธุรกิจโรงไฟฟ้า
ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (spot) ปัจจุบันพุ่งขึ้นสูงในระดับ 7 เหรียญ/ล้าน BTU ส่งผลให้ความจำเป็นต้องนำเข้า LNG จากตลาด spot ลดลงและก็น่าจะลดแรงกดดันในการที่จะลดการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยลง
ด้านราคาก๊าซ pool ซึ่งเป็นราคาก๊าซที่มาจากอ่าวไทย-เมียนมา และ LNG ตามสัญญานั้นมีทิศทางที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4/63 ถึงช่วงต้นปี 2564 เนื่องจากราคาส่วนหนึ่งผูกกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-24 เดือน ตรงนี้ผมเชื่อว่าจะสะท้อนไปยังค่าไฟฟ้าที่ถูกลงด้วย
ส่วนโครงการ Gas to Power ตามที่กลุ่ม ปตท.วางเป้าหมายไว้ว่าเราจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 MW ในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 5,000 MW นั้นเรากำลังรอความชัดเจนอยู่ ซึ่งจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติขนาด 600 MW ในเมียนมา คาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2564 นอกจากนี้ ปตท.ยังให้ความสนใจโครงการในเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ด้วย
นอกจากนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะนำ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจตลาดและสอบถามนักลงทุนรวมถึงสภาวะตลาดด้วย ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปสำหรับ PTTOR ‘เรากำลังกลับมา’

PTT New Business
ด้านนางอรวดี โพธิสาโร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเบื้องต้น ปตท.ตั้งเป้าใช้งบประมาณลงทุนในปี 2564″มากกว่า” ระดับปกติที่มีการลงทุนประมาณปีละ 80,000ล้านบาท เนื่องจากมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ธุรกิจพลังงาน เพื่อหาโอกาสในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง เพิ่มมูลค่าและมีแนวโน้มเติบโตจากวิถีใหม่ new normal อาทิ ธุรกิจlife style ธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ล่าสุด ปตท.กำลังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการ โรงงานผลิตยา ในต่างประเทศโซนเอเชีย คาดว่าจะสรุปได้ในปี 2564 ขณะเดียวกัน ปตท.จะเดินหน้าลงทุนต่อยอดในธุรกิจใหม่มากขึ้น (new energy) จากปัจจุบันที่ร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็ง ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะครอบคลุมในธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเช่น การขนส่งโลจิสติกส์ สุขภาพอนามัย ดิจิทัลแพลตฟอร์มสมาร์ทแพลตฟอร์ม smart city ซึ่งจะต้องมีพาร์ตเนอร์ร่วมกันลงทุน
นอกจากนี้ ปตท.จะลงทุนตามนโยบายสิ่งแวดล้อม ลด CO2โดยยังคงมุ่งเน้นการลงทุนพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่น กริด เน็ตเวิร์ก รวมถึงธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โรงงานแบตเตอรี่ต้นแบบเพื่อต่อยอดตั้งโรงงานรถ EV ในอนาคต ตอนนี้อยู่ระหว่างหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ (แห่งที่ 7) ในประเทศ เพื่อทดแทนโรงแยกก๊าซแห่งที่ 1 คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท เริ่มการก่อสร้างในปี 2564 และก่อสร้างเสร็จในปี 2566
“ปตท.กำลังศึกษาในภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถ EV ซึ่งต้องติดตามปริมาณการใช้รถ EV ในอนาคตว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน(เอเนอร์ยีสตอเรจ) โดยให้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เป็นผู้ศึกษา”