เงินบาทแตะ 29.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กระทบฟันด์โฟลว์
แบงก์ประเมินกรอบเงินบาทเคลื่อนไหว 29.85-30.20 บาทต่อดอลลาร์ จับตายอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในและต่างประเทศ กระทบฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-ออก หลังผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น พร้อมเกาะติดการเมืองสหรัฐฯ กดดันดอลลาร์อ่อนค่าได้
วันที่ 17 มกราคม 2564 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (วันที่ 18-22 ม.ค.64) ประเมินกรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.85-30.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยการเคลื่อนไหวยังอยู่ในเรื่องการติดตามการแพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่ปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองของสหรัฐฯ อาจจะหายไป แต่ยังคงต้องติดตามการเข้ารับตำแหน่งของนายโจ ไบเดน หากสถานการณ์ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อีก ประกอบกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าไม่มาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ทำให้รายได้เข้าไม่มาก ดังนั้น กรอบเงินบาทอาจจะไม่เห็นการแข็งค่ามากถึงระดับ 29.80 เป็นไปได้ค่อนข้างยาก
สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นประมาณ 1,200 ล้านบาท ขณะที่ตลาดพันธบัตรขายสุทธิประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยจะเป็นพันธบัตรระยะสั้นประมาณ 1,400 ล้านบาท และพันธบัตรระยะยาวประมาณ 3,300 ล้านบาท สอดคล้องกับผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ที่มีผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องรอติดตามผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทย
“แฟคเตอร์ยังคงเป็นปัจจัยเดิม คือ การระบาดของโควิด-19 หากมีจำนวนผู้ติดเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เงินบาทมีทิศทางขยับเพิ่มขึ้น แต่คงเห็นบาทแข็งค่าไม่เยอะ เพราะฟันด์โฟลว์เข้ามาไม่เยอะ จะเห็นการสลับเข้าและออก จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีฝรั่งขายบอนด์ไทยเกือบ 7,000 ล้านบาท มาจากเงินบาทไม่ชัดเจนและผลตอบแทนไม่เยอะ”
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เกตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า มองว่า เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 29.85-30.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยจับตาตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ นอกจากนี้ รอดูการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
“จะเห็นว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้ส่งสัญญาณยังไม่รีบถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันค่าเงินดอลลาร์ได้บ้าง ซึ่งต้องเราต้องติดตามดู bond yield ต่อ”