เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เพื่อไทย ไม่หวั่นกระแส ‘กล้าธรรม’ ซบ ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.
Politics เพื่อไทย ไม่หวั่นกระแส ‘กล้าธรรม’ ซบ ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.
รัฐ-บิ๊กโทรคมนาคม ส่งซิก ผวา ศึก กสทช. สะเทือน USO 5.4 พันล้าน
Tech รัฐ-บิ๊กโทรคมนาคม ส่งซิก ผวา ศึก กสทช. สะเทือน USO 5.4 พันล้าน
เปิดปฏิทินงบประมาณใหม่ ‘อนุทิน’ ขึ้นปี 2 ดึง กกร.กำหนดทิศใช้เงิน
Politics เปิดปฏิทินงบประมาณใหม่ ‘อนุทิน’ ขึ้นปี 2 ดึง กกร.กำหนดทิศใช้เงิน
‘fai-fah Art Fest 2026’ ทีทีบีชูศิลปะจากเด็กธรรมดา ปลุกพลังรักโลก
SD ‘fai-fah Art Fest 2026’ ทีทีบีชูศิลปะจากเด็กธรรมดา ปลุกพลังรักโลก
ปชป.ล็อกเป้าจี้ 4 – 5 รัฐมนตรี ย้ำซักฟอก 5 วัน เหตุเป็นกลไก รธน.ไม่ใช่พิธีกรรม
Politics ปชป.ล็อกเป้าจี้ 4 – 5 รัฐมนตรี ย้ำซักฟอก 5 วัน เหตุเป็นกลไก รธน.ไม่ใช่พิธีกรรม
ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 66,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 66,400 บาท
เอสซีบีเอกซ์ รายงาน Q3/69 กำไรลดลง 4% ผลกระทบลงทุนตราสารหนี้
Finance เอสซีบีเอกซ์ รายงาน Q3/69 กำไรลดลง 4% ผลกระทบลงทุนตราสารหนี้
ทีทีบีดันยอดขายผ่านดิจิทัลทะลุ 60% พลิกโฉม ttb touch ขยายทุกช่วงวัย
Finance ทีทีบีดันยอดขายผ่านดิจิทัลทะลุ 60% พลิกโฉม ttb touch ขยายทุกช่วงวัย
FETCO คงมุมมองบวกหุ้นไทย ลุ้นกำไร บจ.-ลงทุนรอบใหม่ หนุน SET ฟื้นระยะกลาง
Finance FETCO คงมุมมองบวกหุ้นไทย ลุ้นกำไร บจ.-ลงทุนรอบใหม่ หนุน SET ฟื้นระยะกลาง
QUICK เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.96% กางแผนโตไม่ต่ำ 20% ลุย AI-Dealer ปั้นรายได้ใหม่
Finance QUICK เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.96% กางแผนโตไม่ต่ำ 20% ลุย AI-Dealer ปั้นรายได้ใหม่
ดูทั้งหมด

ส่งออกไทยอนาคตสดใส รับนโยบาย “โจ ไบเดน”

02 ก.พ. 2564 | 10:14น.
คอลัมน์ Smart SMEs

ชัยยศ ตันพิสุทธิ์
ธนาคารกสิกรไทย

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายโจ ไบเดน ได้เข้าพิธีสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการไปแล้ว ซึ่งผู้นำคนใหม่นี้มีนโยบายการบริหารประเทศค่อนข้างจะแตกต่างจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่พอสมควร

หลายฝ่ายเชื่อว่าไบเดนจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐให้กลับมาฟื้นตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.0% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เตรียมจะดำเนินการ เป็นวงเงินสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9% ของจีดีพีสหรัฐ ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศการค้าและการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

คาดว่าในปี 2564 นี้การส่งออกไทยไปสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 10-12% มีมูลค่าการส่งออกที่ 36,700-37,300 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยหลายรายการ

รวมถึงอาจมีการลดความรุนแรงจากการกีดกันการค้ากับไทย โดยมี 3 กลุ่มสินค้าส่งออกของผู้ประกอบการไทยที่อนาคตสดใสได้อานิสงส์จากนโยบายของไบเดน ดังนี้ครับ

1.สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร เช่น อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องอาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้าเกษตรอื่น ๆ น่าจะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและผ่านวิกฤตโควิด-19 มาแล้ว

2.สินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มฟุ่มเฟือย ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของภาคครัวเรือน โดยมีความเป็นไปได้ว่าการจ้างงานและครัวเรือนชนชั้นกลางน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายโจ ไบเดนที่น่าจะเอื้อให้คนอเมริกันมีรายได้ส่วนเกิน พอที่จะจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยได้มากขึ้น ทำให้สินค้าไทย อย่างเช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ ได้รับอานิสงส์ได้ด้วย

3.สินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิตของไทยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ของนายโจ ไบเดน ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนพลังงานสะอาด และการขยายเครือข่ายระบบ 5G ทำให้มีความต้องการสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงโซลาร์เซลล์และไดโอด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้วน่าจะทำตลาดได้ดียิ่งขึ้นอีก

นอกจากนี้ อานิสงส์ทางอ้อมจากกำลังซื้อของสหรัฐที่ฟื้นตัว ยิ่งมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ หนุนให้มีความต้องการสินค้าขั้นกลางของไทยเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตในประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสินค้ากลับไปขายให้ผู้บริโภคในสหรัฐอีกที

อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่แต่สงครามการค้ากับจีนก็จะยังคงดำเนินต่อไป และมีความเสี่ยงที่จะกลับมาร้อนแรงได้อีกจากการขึ้นภาษีสินค้าจีนต่อเนื่อง และแรงกดดันจีนในด้านเทคโนโลยีก็ยังมีอยู่ เพียงแต่กลยุทธ์ในการกดดันจีนจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยจะเน้นหนักไปที่การกลับมาสร้างพันธมิตรเพื่อโดดเดี่ยวจีน และสร้างฐานอำนาจของสหรัฐในเวทีโลก

โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจกลับมาสนใจเข้าร่วม CPTPP และเดินหน้าเจรจาสานสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (TTIP) ทำให้จีนเผชิญคู่กรณีที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะสร้างผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยที่มีค้าขายกับจีนอยู่ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในส่วนของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยีที่ผลิตหรือประกอบในจีน จะถูกลดบทบาทลงไปโดยปริยาย ซึ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนไม่น่าจะจบลงโดยง่าย

ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือสงครามที่อาจจะยืดเยื้อต่อไปครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ Smart SMEs ส่งออกไทย