เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
Tech EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
ดูทั้งหมด

“กสิกรไทย” ชี้ธุรกิจโรงแรมฟุบนานกว่า 3 ปี หนุนมาตรการ “โกดังเก็บหนี้”

17 ก.พ. 2564 | 16:12น.

“กสิกรไทย” ชี้ธุรกิจโรงแรมฟุบนานกว่า 3 ปี หนุนมาตรการ “โกดังเก็บหนี้” ประคองผู้ประกอบการ

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดธุรกิจโรงแรมฟุบนานกว่า 3 ปี คาดปีนี้นักท่องเที่ยวไม่เกิน 4.5 ล้านคน ประเมินผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กกว่า 4 พันรายต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน หนุนมาตรการ “โกดังเก็บหนี้” ช่วยประคองผู้ประกอบการ ชี้มี 7 เรื่อง ยังต้องสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงมาตรการช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม โดยชี้ว่า การระบาดโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญกดดันการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและที่พักที่คาดว่าคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้กลับมาระบาดระลอกใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวสะดุดลง รวมถึงแผนการดำเนินนโยบายการท่องเที่ยวของทางการอย่างแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศต้องชะลอออกไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยในปี 2564 นี้ ยังไม่น่าจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้ปรับลดการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2564 มาอยู่ที่กรอบประมาณ 2.0-4.5 ล้านคน (จากเดิมที่คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2564 จะมีจำนวน 4.5-7.0 ล้านคน คาดการณ์เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563) 

อย่างไรก็ดี แม้คาดว่าตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศปี 2564 นี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90-120 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถทดแทนการหายไปของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีส่วนสร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรมและที่พักกว่า 5.0 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของรายได้ท่องเที่ยวในส่วนของโรงแรมและที่พักทั้งหมด

ซึ่งในระหว่างที่รอให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อคลี่คลายลงและการฉีดวัคซีนในต่างประเทศและไทยมีความก้าวหน้าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้นั้น โรงแรมที่จะประสบปัญหาหนัก คือ กลุ่มที่พึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง ที่มีข้อจำกัดในการแข่งขันและการสร้างรายได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น รวมถึงในพื้นที่อื่นๆ อาทิ กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ เป็นต้น

โดยหากเจาะเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 ราย ที่กระจายไปที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่จดทะเบียน ซึ่งกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นกลุ่มที่พักประหยัด (Budget Hotels) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในด้านการแข่งขันและการสร้างรายได้ โดยรายได้หลักมาจากการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แม้ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเหตุการณ์โควิดลากยาว ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญกับความยากลำบากขึ้น จึงจำเป็นต้องหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยล่าสุดได้มีการผลักดันมาตรการ Asset Warehousing ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในทางออกสำหรับธุรกิจโรงแรม แต่คงต้องรอความชัดเจนในหลายประเด็น โดยจากการที่ทางการและธนาคารพาณิชย์ร่วมมือผลักดันมาตรการ Asset Warehousing หรือ “โกดังเก็บหนี้” นั้น แม้ว่ารายละเอียดเบื้องต้น สะท้อนว่า Asset Warehousing อาจออกมาในรูปการขายหรือขายฝากสินเชื่อธุรกิจโรงแรมให้กับสถาบันการเงินในราคาและเงื่อนไขที่ตกลงกัน มากกว่าการจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อรับโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 

แต่วัตถุประสงค์หลักคงไม่ต่างกัน นั่นคือ การขายโรงแรม/โอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในโรงแรมดังกล่าวให้สถาบันการเงิน จะช่วยลดภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ อันจะช่วยทำให้มีสภาพคล่องทางอ้อมเพิ่มขึ้น และ/หรือลดภาระจากการแบกต้นทุนรายจ่ายของโรงแรมในแต่ละเดือนในจังหวะที่สถานการณ์ผู้เข้าพักลดลงมาดังเช่นในปัจจุบัน ขณะที่ เปิดทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อโรงแรมคืนได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงสิทธิในการให้ผู้ประกอบการรายเดิมเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจและดูแลโรงแรมให้ยังคงอยู่ในสภาพดี 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องรอความชัดเจน ได้แก่

1.ผู้ประกอบการกลุ่มใดสนใจจะเข้าโครงการ Asset Warehousing โดยหากเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ศักยภาพและยังมีสายป่านทางการเงินที่ดีโดยอาจมาจากธุรกิจประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากโรงแรมและที่พักนั้น อาจเลือกคงสภาพความเป็นเจ้าของในธุรกิจและขอรับการปรับโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงินมากกว่า

ในขณะที่ ฝั่งสถาบันการเงินคงประเมินลูกค้าที่เข้าโครงการจากความสามารถและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งแปรผันตามขนาดกิจการ พื้นที่ให้บริการ รวมถึงแนวทางการทำธุรกิจเฉพาะสำหรับโรงแรมแต่ละแห่ง เพื่อบ่งชี้ถึงโอกาสการกลับมาสร้างรายได้ในอนาคตของกิจการ 

2.ราคาขายหรือราคาโอนกรรมสิทธิ์ ว่าจะเป็นไปตามวงเงินสินเชื่อที่มีกับธนาคารพาณิชย์หรือไม่ และกิจการมีหลักประกันส่วนเกินหรือไม่และมากน้อยเพียงใด 

3.ราคาซื้อคืน-ค่าประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจต่อ

4.การยกเว้นหรือผ่อนปรนภาระภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องจากการโอนหนี้ที่จะเกิดขึ้นทั้งขาแรกและขาหลังที่ผู้ประกอบการซื้อคืนโรงแรม 

5.ระยะเวลาโครงการนานเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิดและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยควรนานกว่า 3-5 ปี

6.มีการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และตั้งสำรองหนี้/ทรัพยสินรอการขายสำหรับสถาบันการเงินหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนโดยรวมและความสามารถของสถาบันการเงินในการรับซื้อโรงแรม และปล่อยสภาพคล่องเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการ

7.ส่วนประเด็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการสำหรับการดูแลรักษาสภาพโรงแรมให้พร้อมใช้งานนั้น หากต้องการให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไปในภาวะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ภาวะปกตินั้น คงมีความจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำและกลไกการลด/ชดเชยความเสี่ยงเครดิตของผู้ประกอบการร่วมด้วย เช่น กลไก บสย. การปรับปรุงมาตรการ Soft Loans ของ ธปท. (ช่วยเรื่องเงินทุนต้นทุนต่ำและการชดเชยความเสียหายหลังจบโครงการ) หรือการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ บทสรุปของเงื่อนไขต่างๆ ข้างต้น จะเป็นตัวกำหนดการตอบสนองของผู้ประกอบการว่าจะเลือกเข้ามาตรการ Asset Warehousing เพื่อคงโอกาสในการทำธุรกิจโรงแรมของตนหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับไพ่อื่นๆ ที่มีอยู่ในมือปัจจุบัน รวมถึงกำหนดการมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินในการดูแลลูกค้าภายใต้มาตรการดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบัน ภาครัฐและสถาบันการเงินอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปของรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการมีประสิทธิผลสูงสุด

อย่างไรก็ดี มาตรการส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ธุรกิจจดทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจโรงแรมมีกลุ่มที่ไม่จดทะเบียนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องอาศัยมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ มาตรการสำหรับลูกหนี้รายย่อย และมาตรการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเสริมเข้าไปแทน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจโรงแรม โรงแรม