ค่าเงินดอลาร์ทรงตัวในแนวแข็งค่า ชี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว
ค่าเงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลาร์ยังทรงตัวในแนวแข็งค่า ตลาดมองเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว หลังวุฒิสภาสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ คาดบังคับใช้ก่อน 14 มี.ค.นี้ ขณะที่เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 9 มีนาคม 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/3) ที่ระดับ 30.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (8/3) ที่ระดับ 30.79/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ขึ้นไปแตะระดับ 1.6% ในช่วงคืนที่ผ่านมา
อีกทั้งตลาดได้รับแรงบวกจากที่วุฒิสภาสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยวุฒิสภาสหรัฐจะส่งกลับร่างกฎหมายที่อนุมัติแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พิจารณาอีกครั้งภายในวันพุธนี้ (10/3)
ซึ่งหากผ่านการอนุมัติแล้วจะส่งต่อไปยังประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายก่อนวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่มาตรการช่วยเหลือผู้ว่างงานในปัจจุบันจะหมดอายุลง
ทางด้านนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวสนับสนุนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์จะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐมีทรัพยากรที่เพียงพอในการผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และจะทำให้การจ้างงานของสหรัฐกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในปีหน้า
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.77-30.93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/3) ที่ระดับ 1.144/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (8/3) ที่ระดับ 1.1873/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างวันวันนี้ค่าเงินยูโรฟื้นตัวขึ้น หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนมกราคมดีดตัวขึ้น 1.4% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.2% โดยได้แรงหนุนจากการค้าระหว่างเยอรมนีและจีนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นปี 2564
ทั้งนี้นักลงทุนรอติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสบดีนี้ (11/3) เพื่อดูทิศทางเศรษฐกิจยูโรโซนต่อไป ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1834-1.1902 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1893/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/3) ที่ระดับ 109.10/12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (8/2) ที่ระดับ 108.52/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบ 9 เดือน โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี
นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับลดประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4/2563 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 11.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 12.7% เนื่องจากการลงทุนในภาคธุรกิจชะลอตัวลง
อีกทั้งนักวิเคราะห์ประเมินว่าเศรษฐกจญี่ปุ่นอาจจะหดตัวลงในไตรมาส 1/2564 ด้วย เนื่องจากผลกระทบของการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินในช่วงต้นปีนี้เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายผู้บริโภค ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 108.55-109.23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 108.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับดัชนีสำคัญทางเศรษบกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของยูโรโซน ไตรมาส 4 (9/3), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จีน เดือนกุมภาพันธ์ (10/3), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐเดือนกุมภาพันธ์ (10/3) ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) (11/3), จำนวนผู้รับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (11/3), จำนวนตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ของสหรัฐเดือนมกราคม (11/3),
ผลิตผลภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร เดือนมกราคม (12/3), ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักร ไตรมาส 4 (12/3), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐเดือนกุมภาพันธ์ (12/3), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนมีนาคม (12/3)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.1/+0.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.25/+3.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ