เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม ฉบับใหม่ ขยาย ม.33 ถึง 65 ปี ปลดล็อก “3 ขอ”
HR ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม ฉบับใหม่ ขยาย ม.33 ถึง 65 ปี ปลดล็อก “3 ขอ”
ครม.เคาะ ‘ยุทธศักดิ์ สุภสร’ นั่งประธานบอร์ด CEA พร้อมแต่งตั้ง 4 ทูต
Politics ครม.เคาะ ‘ยุทธศักดิ์ สุภสร’ นั่งประธานบอร์ด CEA พร้อมแต่งตั้ง 4 ทูต
ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,350 บาท
วิจัยกรุงศรี คาดดอกเบี้ยโลก ปรับขึ้นช่วง ธ.ค.-จับตาไทย อาจขึ้นระยะกลาง
Finance วิจัยกรุงศรี คาดดอกเบี้ยโลก ปรับขึ้นช่วง ธ.ค.-จับตาไทย อาจขึ้นระยะกลาง
LV The Place Bangkok จับมือศิลปินไทย ต่อยอดเรื่องราวการเดินทาง แฟชั่น และศิลปะ
Biz Movement LV The Place Bangkok จับมือศิลปินไทย ต่อยอดเรื่องราวการเดินทาง แฟชั่น และศิลปะ
‘เดลต้า’ ชูอาเซียน Golden Cross ดันฮับดาต้าเซ็นเตอร์โลก ‘Time to Token’ เร่งสร้างจบใน 6 เดือน
Tech ‘เดลต้า’ ชูอาเซียน Golden Cross ดันฮับดาต้าเซ็นเตอร์โลก ‘Time to Token’ เร่งสร้างจบใน 6 เดือน
ก.ล.ต. ออกเกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม Thai ESG-Thai ESGX เปิดข้อมูลลงทุนหุ้น JUMP+ ทุก 6 เดือน
Finance ก.ล.ต. ออกเกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม Thai ESG-Thai ESGX เปิดข้อมูลลงทุนหุ้น JUMP+ ทุก 6 เดือน
เมืองสุขสยาม ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ดิวาลี ชวนสัมผัสศิลปวัฒนธรรมอินเดียร่วมสมัย
Biz Movement เมืองสุขสยาม ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ดิวาลี ชวนสัมผัสศิลปวัฒนธรรมอินเดียร่วมสมัย
Taobao แจงปมถูกแอบอ้างแบรนด์ ย้ำไม่เกี่ยวข้องกับ ‘บริษัท เถาเป่า (ประเทศไทย) จำกัด’
Tech Taobao แจงปมถูกแอบอ้างแบรนด์ ย้ำไม่เกี่ยวข้องกับ ‘บริษัท เถาเป่า (ประเทศไทย) จำกัด’
ไทยยูเนี่ยน Q3 ยอดขาย 3.57 หมื่นล้าน  เดินหน้า Strategy 2030
Economic ไทยยูเนี่ยน Q3 ยอดขาย 3.57 หมื่นล้าน  เดินหน้า Strategy 2030
ดูทั้งหมด

บี้ต่างชาติลงทะเบียนซื้อบอนด์ สกัดเก็งกำไร-ลดความผันผวน “ค่าบาท”

15 มี.ค. 2564 | 10:14น.
ธนาคารแห่งประเทศไทย

แบงก์ชาติจ่อคุมต่างชาติซื้อบอนด์ไทยสกัดเก็งกำไร-ลดความผันผวนค่าเงินบาท เตรียมออกเกณฑ์บีบ “ยืนยันตัวตน” หลังปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องไปเมื่อสิ้นเดือน ก.พ. “ThaiBMA” หนุนออกนโยบายตรงจุด ขณะที่แบงก์เร่งเตรียมพร้อมระบบหลังบ้าน รับมือเกณฑ์ ธปท. บังคับใช้ดีเดย์ ต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อแนวทางการลงทะเบียนแสดงตัวตนของผู้ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศไทย ระยะที่ 1

โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในโครงการให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยลงทะเบียนแสดงตัวตน (Bond Investor Registration : BIR) เพื่อให้ ธปท.ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว สำหรับใช้ในการติดตามพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ (market surveillance) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทย (FX ecosystem)

สำหรับระยะที่ 1 จะเป็นการดำเนินการในส่วนนักลงทุนที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (nonresident : NR) ส่วนระยะที่ 2 จะดำเนินการกับนักลงทุนในประเทศต่อไป ทั้งนี้ เหตุที่ต้องดำเนินการในส่วน NR ก่อนเนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัด และไม่มีข้อมูลที่จะสามารถใช้ติดตามธุรกรรมซื้อขาย และยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ของ NR ระดับผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (ultimate beneficiary owner : UBO)

โดยข้อมูลที่ ธปท.ได้รับในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลการซื้อขายรายธุรกรรมรายวันเป็นข้อมูลที่ผู้ค้าตราสารหนี้ในไทย (local dealer) ซื้อขายกับคู่ค้าประเภท NR โดยไม่ทราบชื่อและประเภทของ NR และ 2.ข้อมูลยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ของ NR ระดับ UBO รายเดือน ซึ่งรายงานโดยผู้รับฝากทรัพย์สินในประเทศ (local custodian) และมีความล่าช้า (lag time) 10 วัน

ดังนั้น แนวทางก็คือ ธปท.จะกำหนดให้นักลงทุนตราสารหนี้ที่เป็น UBO ลงทะเบียนแสดงตัวตนกับ ธปท. และเปิดบัญชีรับฝากหลักทรัพย์แบบแยกราย UOB ซึ่งจะเป็นการปรับโครงสร้างของตลาดตราสารหนี้จากปัจจุบันที่รับฝากหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ เป็น omnibus account

โดยการปรับปรุงจะเอื้อให้ทางการได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ ได้แก่ 1.ข้อมูลการส่งมอบหลักทรัพย์รายธุรกรรมรายวัน ราย UBO และ 2.ข้อมูลยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ราย UBO ซึ่ง ธปท.จะได้รับข้อมูลดังกล่าวจากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ซึ่งจะสามารถทดแทนรายงานยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ราย UBO ที่ local custodian รายงานเป็นรายเดือนได้

ทั้งนี้ ธปท.ได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้จะนำความคิดเห็นที่ได้รับไปประกอบการออกแบบการดำเนินการของ BIR และการออกเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายในไตรมาส 1 ปี 2564 นี้ และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในต้นไตรมาส 4 ปี 2564 เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการตามกฎเกณฑ์

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า แนวทางนี้จะทำให้ ธปท.ตรวจสอบตัวตนของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ และวิเคราะห์ข้อมูลเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ได้ดีขึ้นว่าเป็นเงินประเภทไหน

ทำให้มีข้อมูลในการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และออกนโยบายได้ตรงจุด เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์จะดำเนินการผ่านผู้รับฝากทรัพย์สิน (custodian) จึงไม่สามารถทราบตัวตนที่แท้จริงได้ ทำให้บางช่วงเวลาเกิดฟันด์โฟลว์เข้ามาเก็งกำไร โดยปัจจุบันก็มีในบางประเทศนำร่องใช้แนวทางนี้ไปแล้ว เช่น เกาหลีใต้ เป็นต้น

“ปัจจุบันสมาคมมีการเก็บข้อมูลฟันด์โฟลว์ระหว่างวันและทุกสิ้นวัน แต่ก็ยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของนักลงทุนว่าคือใคร อาจจะเป็นเฮดจ์ฟันด์ กองทุนระยะยาว กองทุนเก็งกำไร หรือนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ ๆ ซึ่งเรามองไม่เห็น รู้แต่เป็นเงินก้อนของ nonresident เท่านั้น” นางสาวอริยากล่าว

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธปท.น่าจะพยายามหาวิธีชะลอฟันด์โฟลว์ที่เป็นเงินพักระยะสั้น (hot money) ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

โดยหากดำเนินการตามแนวทางที่ฟังความเห็น ก็จะมีส่วนช่วยให้ค่าเงินบาทผันผวนน้อยลง เพราะการให้นักลงทุนลงทะเบียนแสดงตัวตน จะทำให้ ธปท.ได้รับข้อมูลได้เร็วและลึกขึ้น สามารถดูพฤติกรรมการเข้ามาพักเงินระยะสั้นลักษณะเก็งกำไรได้ดีขึ้น

“เดิม ธปท.ไม่สามารถระบุตัวตนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และข้อมูลที่รายงานก็ค่อนข้างช้า ซึ่งการลงทะเบียนจะทำให้ ธปท.ได้รับข้อมูลละเอียดขึ้น เช่น นาย ก.ลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศ จากเดิมกองทุนเหล่านี้จะส่งพอร์ตการลงทุนรวมเป็นก้อน

อาทิ มีพอร์ตบริหารให้บุคคล 50 คน เม็ดเงิน 20 ล้านบาท เดิมไม่สามารถระบุได้ว่า 50 คน คือใคร ลงทุนอะไร แต่หลังจากนี้จะต้องรายงานว่า บุคคลที่ 1-50 ลงทุนอะไร ทำให้ ธปท.วิเคราะห์พฤติกรรมได้ใครสุ่มเสี่ยงจะเก็งกำไร จะได้ออกนโยบายตรงจุดมากขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่นายสงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายทีม Investment and Markets Research ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตอนนี้ทุกธนาคารกำลังเร่งทำระบบหลังบ้าน มาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563 เพื่อรองรับการลงทะเบียนยืนยันตัวตนผู้ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศไทย ตามแนวทางของ ธปท. โดยคาดว่า ธปท.น่าจะประกาศใช้ภายในเดือน ต.ค. 2564 นี้

“ธปท.ต้องการข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อดูว่าเงินบาทที่แข็งค่าเกิดจากสาเหตุอะไร จะได้แก้ไขได้ตรงจุด เพราะเดิมใครจะมาลงทุนก็สามารถลงทุนได้เลยทันที แต่การลงทะเบียนจะทำให้ ธปท.เข้าใจฟันด์โฟลว์ รู้จักตัวตนว่าใครเข้าข่ายเก็งกำไร และหลายประเทศใช้อยู่แล้ว” นายสงวนกล่าว