เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

ต้องเร่งฉีดวัคซีนโควิด

20 มี.ค. 2564 | 12:15น.
สามัญสำนึก
ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะพลิกฟื้นโลกให้กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องจมกับการแพร่ระบาดมา 2 ปี ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 122,367,676 คน ตาย 2,703,176 คน วันนี้ตัวเลขการแพร่ระบาดเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังหลายภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรปเริ่มฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองอย่างจริงจัง โดยใช้วัคซีนหลัก 2 ยี่ห้อที่ผ่านการอนุมัติเป็นกรณีฉุกเฉิน คือ วัคซีนของ Pfizer-BioNTech กับ AstraZeneca-Oxford

รัสเซียและอดีตประเทศเครือข่ายใช้วัคซีน Sputnik V ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียรวมถึงประเทศยากจนในแอฟริกา-ละตินอเมริกา เริ่มใช้วัคซีนของจีน Sinovac ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านทางการบริจาค ส่วนกรณีของไทยเดิมทีตั้งใจที่จะใช้วัคซีนของ AstraZeneca ทั้งจากการนำเข้า 150,000 โดสในการนำร่องและอีกจำนวน 26 ล้านโดสในเดือนมิถุนายนจากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ได้รับ “สัญญารับจ้างผลิต” จาก AstraZeneca-Oxford ด้วยความตั้งใจที่จะให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นฐานการผลิต (และจำหน่าย) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทว่า แผนการซื้อ-ผลิตและกระจายวัคซีนของรัฐบาลไทยตกอยู่ในความเสี่ยง 3 ประการ 1) กระบวนการเริ่มต้นในการฉีดวัคซีนดำเนินการไปอย่างล่าช้า ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ในหลายภูมิภาคฉีดวัคซีน “ก้าวหน้า” มากกว่า หมายถึงความพร้อมในการเปิดประเทศและการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า แทนที่อาจจะลากยาวไปถึงปี 2565 2) ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตที่ล่าช้าของ AstraZeneca ทำให้ระยะแรกเกิดการ “กักตุน” วัคซีนในยุโรปด้วยการออกมาตรการห้ามการส่งออกนอกประเทศผู้ผลิต ซ้ำมี “ข่าวร้าย” เวลาต่อมาว่า 19 ประเทศในยุโรป (ทั่วโลก 23 ประเทศ) สั่งระงับการฉีดชั่วคราว หลังพบว่าอาจเสี่ยงเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในอวัยวะสำคัญของร่างกาย

3) การกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะจากสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในอังกฤษ-ฝรั่งเศส-แอฟริกา จะมีผลโดยตรงต่อ “ประสิทธิภาพ” ของวัคซีน “ต่ำกว่า” สายพันธุ์เดิม ในประเด็นนี้มีทางออก 2 ทาง คือ ซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ “ดีกว่า” วัคซีนของ Sinovac หรือ AstraZeneca กับเพิ่มการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ จากเดิมที่ต้องฉีดครอบคลุมประชากร 84% ก็ฉีดเพิ่มขึ้นเป็น 98% จึงจะทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ 79%

จากปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ 3 ประการสำหรับประเทศไทย ได้ส่งผลให้การจัดหาและฉีดวัคซีนไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่อาจจะล่าช้าเกินไป กระทรวงสาธารณสุขต้องปรับแผนเจรจาขอซื้อวัคซีนจากจีน Sinovac เข้ามา “เร่งด่วน” โดยลอตแรกเข้ามาในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 200,000 โดส จะทยอยเข้ามาในเดือนมีนาคม 800,000 โดส เดือนเมษายนอีก 1 ล้านโดส (ไม่เปิดเผยราคาซื้อกรณีเร่งด่วน) และกำลังเจรจาขอซื้อเพิ่มอีก 5 ล้านโดส รวมเป็น 7 ล้านโดส หรือเท่ากับฉีดให้ประชาชนได้เพียง 3.5 ล้านคนเท่านั้น

เมื่อรวมกับวัคซีนของ AstraZeneca ที่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ “รับจ้างผลิต” อีกจำนวน 26 ล้านโดส (ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการรับรองจาก อย.) เท่ากับสามารถฉีดวัคซีนให้กับคนไทยได้ไม่เกิน 27 ล้านคนในปี 2564 ซึ่งยังไม่ครอบคลุมจำนวนประชากรที่อย่างน้อยจะต้องฉีดให้ได้ถึง 84% สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เก่า และ 98% ในการป้องกันสายพันธุ์ใหม่ หรือการฉีดวัคซีนของประเทศไทยจะต้องล่าช้าไปจนถึงปลายปี 2565 ต่อต้นปี 2566 เป็นอย่างน้อย

ทางเดียวที่จะเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้ครอบคลุมจำนวนประชากรของประเทศในสถานการณ์นี้คือ “ยอมเปิด” ให้ภาคเอกชนซื้อ-นำเข้าวัคซีนโควิด-19 ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากที่รัฐบาลจัดหาผ่านองค์การเภสัชกรรม ด้านหนึ่งจะช่วยเร่งระยะเวลาการฉีดให้เร็วขึ้นกว่าปลายปี 2565 อีกด้านหนึ่งจะเป็น “ทางเลือก” ของคนไทยที่ไม่อยากรอคิวการฉีดและต้องการชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตนเองด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ สามัญสำนึก