WHO แนะฉีดวัคซีนเข็ม 2 ตัวเดิม เร่งศึกษาเข็ม 3 ควรฉีดเมื่อไหร่
WHO แนะฉีดวัคซีนเข็ม 2 ควรเป็นตัวเดิม และกำลังเร่งศึกษาฉีดเข็ม 3 จำเป็นหรือไม่ พร้อมกับกำหนดชื่อใหม่ใช้เรียกสายพันธุ์ที่น่ากังวล
วันที่ 2 มิถุนายน 2564 เวลา 13:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดร.ซุมยา สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) แถลงเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) กลายพันธุ์ และข้อมูลวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั่วโลก ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เปลี่ยนชื่อเรียกสายพันธุ์โควิด
ดร.ซุมยา กล่าวว่า ทาง WHO ติดตามเรื่องการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 มาโดยตลอด เพราะการกลายพันธุ์ส่งผลต่ออัตราการแพร่ระบาด กระทบต่อมาตรการทางสาธารณสุข และการป้องกันและรักษาโรค ถึงแม้ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 จะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเมื่อหายแล้ว แต่ยังคงต้องการวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น
ในปัจุบันมีสายพันธุ์ที่น่ากังวลหลัก ๆ ดังนี้ สายพันธุ์ B.1.1.7 ค้นพบครั้งแรกในอังกฤษ มีลักษณะแพร่กระจายง่ายขึ้น สายพันธุ์ B.1.351 ค้นพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แพร่กระจายง่ายขึ้น มีอาการของโรครุนแรงมากขึ้น และติดต่อได้ง่าย นอกจากนั้น คนที่ติดสายพันธุ์อื่นมาก่อน สามารถติดสายพันธุ์นี้ได้อีก สายพันธุ์ P.1 ค้นพบครั้งแรกในบราซิล และสายพันธุ์ B.1.617.2 ค้นพบในอินเดีย ที่ติดได้ง่ายขึ้น
“แต่จากนี้ไปจะเรียกชื่อสายพันธุ์เหล่านี้ใหม่เพื่อความเป็นระเบียบ โดย B.1.1.7 เรียกว่า Alpha สายพันธุ์ B.1.351 เรียกว่า Beta สายพันธุ์ P.1 เรียกว่า Gamma และสายพันธุ์ B.1.617.2 เรียกว่า Delta เป็นต้น”
10 อันดับวัคซีนที่ถูกใช้มากที่สุด
ดร.ซุมยา อธิบายถึงเรื่องการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ว่า มีหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตวัคซีน “โควิด-19 สำหรับภาวะฉุกเฉิน” ในเวลาที่สั้นด้วยการย่นระยะเวลาการทำงาน โดยตอนนี้มีวัคซีนกว่าร้อยตัวที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองในคน และใน 211 ประเทศได้มีการดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว รวมกว่า 1,870 ล้านโดส ส่วนภายใต้โครงการโคแวกซ์ (COVAX) มีการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 77.7 ล้านโดสใน 127 ประเทศ

10 ประเทศที่มีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากที่สุด (คิดเป็น 77% ของ 1,870 ล้านโดส) ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2564 ได้แก่ จีน 620 ล้านโดส สหรัฐอเมริกา 295 ล้านโดส อินเดีย 212 ล้านโดส บราซิล 67 ล้านโดส สหราชอาณาจักร 65 ล้านโดส เยอรมนี 49 ล้านโดส ฝรั่งเศส 36 ล้านโดส อิตาลี 34 ล้านโดส เม็กซิโก 30 ล้านโดส และตุรกี 29 ล้านโดส
ขณะที่อันดับของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีการใช้แพร่หลาย 10 อันดับ ได้แก่ 1. แอสตร้าเซเนก้า 2.ไฟเซอร์ 3.ซิโนฟาร์ม 4.โมเดอร์นา 5.กามาลาย่า (Sputnik 5) 6.เจนเซ่น (จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน) 7.ซิโนแวค 8.โคแวกซิน 9.โนวาแวกซ์ 10.Wuhan CNBG – Inactivated และยังมีอีกหลายวัคซีนที่กำลังยื่นเอกสารขออนุมัติการรับรองการใช้ในกรณีฉุกเฉิน
“เรามีคณะทำงาน WHO Strategic Advisory Group of Experts (SAGE) ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อแนะนำว่าคนกลุ่มไหนควรได้รับการฉีดก่อนเป็นอันดับก่อนหลัง ซึ่งคณะดังกล่าวได้อนุมัติให้วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินเป็นรายแรก ต่อด้วยโมเดอร์นา เจนเซ่น ไซโนฟาร์ม และล่าสุดซิโนแวค”
ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนต้องดูหลายปัจจัย เพราะแต่ละตัวใช้วิธีการศึกษาวิจัยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องดูคือ เรื่องประสิทธิภาพการป้องกันโรค และการป้องกันการเสียชีวิต
โดสสองควรเป็นวัคซีนตัวเดิม
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของซิโนแวค และซิโนฟาร์ม เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโควิด-19 ที่ตายแล้ว และป้องกันการเสียชีวิตจากการติดโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งต้องฉีด 2 โดส และสามารถฉีดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ทั้งยังสามารถใช้ได้ในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
หากโดสแรกได้รับวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้า โดสที่สองควรเป็นของแอสตร้าเซเนก้า (มีช่วงห่างระหว่าง 8-12 สัปดาห์ระหว่างเข็มแรกและเข็มสอง) ส่วนโอกาสเกิดผลข้างเคียงในการเกิดลิ่มเลือดพบเพียง 1 ในล้าน แต่ในคนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่มีอาการแพ้รุนแรงจากการฉีดโดสแรก ไม่ควรฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันในโดสที่สอง
“ตอนนี้เรากำลังเก็บข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหลังจากฉีดวัคซีนครบ 2 โดสว่าสามารถป้องกันได้นานแค่ไหน ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปีในการติดตามผล อย่างไรก็ตามตอนนี้มีข้อมูลว่าสามารถป้องกันได้นาน 6 เดือนก่อน ส่วนต้องมีการฉีดอีกเข็มเพื่อกระตุ้นอีกหรือไม่ ก็เป็นงานที่กำลังศึกษาอย่างต่อเนื่อง”