คอลัมน์ Asian Secret
โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช
ภาพ จลาจลในรัฐยะไข่ของเมียนมากลายเป็นประเด็นร้อนที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง “โรฮีนจา” กลุ่มชาติพันธุ์ไร้รัฐที่หลบหนีการกวาดล้างจากฝ่ายตรงข้าม หากแต่ก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากประชาคมมุสลิมและชุมชนนานาชาติ
เมื่อ ปี พ.ศ. 2558 ผมเขียนหนังสือเรื่อง “โรฮิงญา : รัฐ ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์และความขัดแย้ง” ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมในเครือมติชน เนื้อหาส่วนหนึ่งได้พูดถึงวิกฤตโรฮีนจาในกรอบความขัดแย้งหลากหลายมิติ ซึ่งหากนำไปรวมกับเหตุการณ์รอบล่าสุด ผมคิดว่ามีอยู่อย่างน้อย 5 ประเด็นหลักที่คนไทยควรเฝ้าระวังและทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับรากเหง้า และขอบเขตปัญหาโรฮีนจา ได้แก่
1.พื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งมี ประชากรโรฮีนจาอาศัยอยู่หนาแน่น ถือเป็น “จุดตัด” วงศาชาติพันธุ์อารยธรรมที่ซับซ้อน โดยมีทั้งกลุ่มชนสายทิเบต-พม่า อินโด-อารยัน และ ดราวิเดียน ชุมชนมุสลิม พุทธ ฮินดู และพวกที่นับถือผี ตลอดจน ชุมชนเมือง-ชนบท และ ชนที่ราบ-ชนภูเขา อาศัยปะปนกันทั้งในลักษณะแออัดหนาแน่นและกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ ดังนั้น เมื่อการก่อวินาศกรรมและภาวะจลาจลปะทุตัวขึ้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่ไฟขัดแย้งจะแพร่ระบาดไปรวดเร็ว จนกลายเป็นการปะทะระหว่างชุมชนต่างเชื้อชาติและอารยธรรมที่รุนแรงร้าวลึก
2.ความ โกลาหลซึ่งถูกปกคลุมด้วยการปล้นฆ่าและสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ทำให้ภาคเหนือยะไข่ตกอยู่ใต้ภาวะสับสนอลหม่านไร้ระเบียบจนมีการตั้งชุมนุม ป้องกันตนเอง ซึ่งประกอบด้วยการรวมตัวของชาวบ้านที่แตกกระเจิงไร้ที่อยู่อาศัย โดยชาวบ้านได้รวบรวมอาวุธที่หาได้ง่ายตามครัวเรือน เช่น ดาบ มีด จอบ และหนังสติ๊ก เพื่อจัดตั้งชุมนุมยุทธศาสตร์โดยมีกลุ่มผู้นำที่สามารถปกป้องชุมชนหรือนำพา ผู้คนหลบซ่อนหนีภัยข้ามแดนไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งล่าสุด พบว่าบางชุมนุมยังแปลงสภาพเป็น “ม็อบการเมือง” เพื่อโจมตีคู่ปฏิปักษ์อย่างรวดเร็ว อาทิ การเคลื่อนขบวนของม็อบพม่า-ยะไข่ เพื่อปิดกั้นเส้นทางส่งเสบียงอาหารของชุมชนนานาชาติเพื่อช่วยเหลือพวกโรฮีน จา
3.พื้นที่รัฐยะไข่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิศาสตร์ ที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงเมียนมา ตัวชี้วัดหลัก คือ ท่อก๊าซและท่อน้ำมันดิบของจีนและอินเดีย กรณีพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ รวมถึงสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเบงกอล โดยบรรษัทข้ามชาติต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ท่าเรือน้ำลึกที่ซิตต่วยและแนวชายหาดหลายจุดของยะไข่ ยังอาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกรุกรานทางทะเล เห็นได้จาก การที่รัฐบาลทหารเมียนมาเคยตั้งกองบัญชาการยุทธศาสตร์ที่เมืองอาม ที่อยู่ไกลจากชายฝั่งทะเลและล้อมรอบด้วยขุนเขา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหญ่หลังโลกอิสลามเคยนำประเด็นกวาดล้าง โรฮีนจาของกองทัพเมียนมาเข้าเวทีสหประชาชาติเพื่อเตรียมโค่นล้มระบอบทหาร เมียนมา
4.ประเด็นโรฮีนจาเชื่อมโยงกับความมั่นคงและการก่อร้ายในยุค โลกาภิวัตน์ โดยกลุ่ม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) ที่ทางการเมียนมากล่าวหาว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ได้ใช้ยุทธวิธีต่อสู้ที่ผิดแผกไปจากกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ ในเมียนมา กำลังพลของ ARSA มักปฏิบัติการแฝงเร้นปะปนอยู่กับพลเรือนทั่วไป พร้อมใช้วิธีก่อวินาศกรรมเพื่อทำลายขวัญฝ่ายตรงข้าม (มากกว่าสวมใส่เครื่องแบบทหารและจรยุทธ์ในป่าเขาเหมือนกองกำลังชาติพันธุ์ อื่น ๆ ในเมียนมา) ขณะเดียวกัน แกนนำ ARSA ยังมีเครือข่ายศาสนา การเมือง และเศรษฐกิจ อยู่ในซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
5.ประเด็นโรฮีนจาเริ่มมีลักษณะข้ามชาติเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการอพยพของชาวโรฮีนจาที่เคลื่อนย้ายไปมาระหว่างพรมแดนเมียนมา-บังกลาเทศ และไหลทะลักเข้าไปยังภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง อนึ่ง ปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาเพื่อรักษาความสงบในรัฐยะไข่ เริ่มถูกขยายผลเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการทูตในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย เป็นสมาชิกถาวร
ดังนั้น การเมืองเรื่องโรฮีนจาจึงเกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ การช่วยเหลือแทรกแซงทางมนุษยธรรมอันจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายต่าง ประเทศและนโยบายป้องกันประเทศของเมียนมา ตลอดจนของรัฐอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรฮีนจา
จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ปัญหาโรฮีนจาจึงเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวงขัดแย้ง 5 มิติหลัก คือ ความขัดแย้งทางอารยธรรม อนาธิปไตยในระดับรัฐหรือท้องถิ่น การขับเคี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์
การก่อการร้าย และการเมืองว่าด้วยการแทรกแซงมนุษยธรรม โดยเมื่อใดก็ตามที่วงขัดแย้งทั้ง 5 ได้ขยายผลรุนแรงและเคลื่อนตัวเข้าบรรจบกัน ผลที่ตามมา คือ การแพร่สะพัดของพลังขัดแย้งที่โบกสะบัดไปรอบโลก