การลงทุนหุ้นเติบโตสูง ท่ามกลางเงินเฟ้อ มีแนวโน้มสูงขึ้น
เงินบาท-หุ้นไทย
คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก สุกฤษฎิ์ กิตติธนโสภณ บลจ.วรรณ
ย้อนกลับไปปี 2020 หุ้นประเภทเติบโตสูงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น บริษัทเหล่านี้สามารถขยายฐานลูกค้าผ่านการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มออนไลน์แทนที่การใช้เงินลงทุนสูงเหมือนธุรกิจดั้งเดิมหากต้องการขยายกิจการ หรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่โดดเด่นเฉพาะตัว
โดยงบการเงินที่ประกาศออกมาเติบโตสูงตามราคาหุ้นที่พุ่งทะยานขึ้นมา ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุนหากรายได้และ/หรือกำไรยังโตได้ดี และอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจากดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิดการเก็งกำไรหุ้นมากกว่าฝากเงินหรือถือพันธบัตร ธุรกิจสามารถกู้ยืมในต้นทุนต่ำช่วยหนุนการขยายกิจการ
อย่างนั้นก็ตาม ราคาหุ้นขึ้นมาสะท้อนความคาดหวังการเติบโตล่วงหน้าหลายปี เริ่มเผชิญแรงกดดันเมื่อเงินเฟ้อปีนี้สูงขึ้นจากประเทศพัฒนาแล้ว ฉีดวัคซีนโควิด-19 เกินครึ่งของประชากรทั้งประเทศ และเตรียมกลับมาเปิดการเดินทางระหว่างประเทศอีกครั้ง
ประกอบกับนโยบายการเงินและการคลังผ่อนคลายอย่างมากที่รัฐบาลได้ใช้ในช่วงการแพร่ระบาด ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่าอดีตค่อนข้างมาก จึงมีการคาดการณ์ไปข้างหน้าว่าธนาคารกลางนำโดยสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนดเดิม
ปัจจัยความกังวลนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเริ่มปรับเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นประเภทเติบโตสูงที่ตลาดไม่แน่ใจว่ารายได้และ/หรือกำไรจะเติบโตตามทันราคาหุ้นหรือไม่ จึงย้ายเงินลงทุนสู่หุ้นมูลค่าที่ราคายังไม่แพงและ/หรือหุ้นวัฏจักรที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อ
แต่หากพิจารณาราคาหุ้นมูลค่าและ/หรือหุ้นวัฏจักรในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐได้ปรับตัวขึ้นมาสะท้อนพื้นฐานการเติบโตระดับปกติของกิจการแล้ว ขณะที่บางธุรกิจมีแนวโน้มเผชิญ disruption จากธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่าเข้ามาแทนที่
ดังนั้น การเข้ามาเก็งกำไรหุ้นประเภทดังกล่าวในตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหุ้นเติบโตสูงที่เผชิญแรงขายทำกำไรออกมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลายตัวเริ่มกลับมาน่าลงทุนเนื่องจากมูลค่าหุ้น “แพงน้อยลง”
ปกติแล้วโอกาสที่หุ้นเติบโตสูงจะกลับมามีมูลค่าถูกอีกครั้งหลังตลาดรับรู้แนวโน้มการเติบโตของกิจการในอนาคตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (structural change) เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หากไม่ได้เกิดภาวะวิกฤตที่ทำให้ตลาดเทขายหุ้นแทบทุกประเภท ยกตัวอย่างเช่น ต้นปี 2020 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลก ดังนั้น ในภาวะปกติโอกาสสะสมหุ้นเหล่านี้คือตอนที่ราคาหุ้นประเภทนี้แพงน้อยลง
อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อหุ้นบนมูลค่าสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันและอาจเผชิญผลลบระยะสั้นจากปัจจัยเงินเฟ้อดังกล่าว ผู้ลงทุนถ้าจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ต้องมั่นใจว่าในอนาคตกิจการนั้น ๆ จะสร้างรายได้และผลกำไรเติบโตตามได้จริง หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้มูลค่าหุ้นในอนาคตถูกลงโดยอัตโนมัติ และมีแนวโน้มทำให้ราคาหุ้นไปต่อ
แต่ในการพิจารณาแนวโน้มการเติบโตของหุ้น หากเป็นคนทั่วไปอาจจะเข้าถึงข้อมูลภายในของกิจการได้ค่อนข้างยาก จึงมีนักวิเคราะห์ช่วยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และนำมาประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ในกรณีของหุ้นต่างประเทศยิ่งเข้าถึงข้อมูลได้ยากขึ้น ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ มากมาย
ดังนั้น วิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในต่างประเทศ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า กองทุน FIF (Foreign Investment Fund) กองทุนเหล่านี้จะมีทีมนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นที่ตรงตามวัตถุประสงค์ในแต่ละกองทุน แต่ ณ ที่นี้จะขอยกตัวอย่างปัจจัยในเบื้องต้นสัก 2 ประการสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาเฉพาะในส่วนการลงทุนหุ้นเติบโตสูงผ่านกองทุน FIF
…ข้อแรกควรพิจารณาว่าสไตล์การลงทุนของกองทุนนั้น ๆ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนของเราหรือไม่ แม้ว่ากองทุนจะสร้างผลตอบแทนต่อปีได้ระดับสูงในระยะยาว แต่ระยะสั้นอาจจะเผชิญความผันผวนในระดับสูงเช่นกัน บางเวลาอาจจะเผชิญผลการขาดทุน (unrealized loss) ถึง -20% -30% หรือมากกว่านั้น
อีกปัจจัยที่สำคัญควรศึกษาถึงแนวคิดหรือหลักการลงทุนของกองทุนหลักที่กองทุน FIF ไปลงทุน ยกตัวอย่างกองทุนเติบโตสูงแห่งหนึ่ง Baillie Gifford Long Term Global Growth ของบริษัทจัดการกองทุนสัญชาติสกอตแลนด์ มีแนวทางการลงทุนที่ชัดเจน คือ มุ่งเน้นระยะยาว (5 ปี+) กองทุนเชื่อมั่นว่ากิจการเหล่านี้มีศักยภาพเติบโตโดยไม่อิงกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจใด ๆ
โดยกองทุนลงทุนหุ้นเติบโตในหลากหลาย theme แต่คัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มเป็นการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะ (ครองส่วนแบ่งการตลาดสูง) ใน theme นั้น ๆ ขณะเดียวกัน มีการเฟ้นหาโอกาสการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในเชิงเปรียบเทียบกับการลงทุนในปัจจุบัน โดยทีมลงทุนจบการศึกษามาจากหลากหลายแขนงไม่ใช่เพียง business หรือ economics
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ผู้ลงทุนควรนำมาพิจารณาก่อนการตัดสินใจลงทุน
โดยสรุปแล้วปัจจัยเงินเฟ้อที่อาจจะทำให้ธนาคารกลางปรับขึ้นเร็วกว่าคาด ในระยะสั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว ตราบใดที่กิจการยังเติบโตได้ดีตามงบการเงินที่ประกาศออกมาในแต่ละไตรมาส
แต่เราในฐานะผู้ลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนและความเสี่ยงที่รับได้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของเงินลงทุน ในขณะเดียวกัน จะไม่กังวลหากเผชิญผลขาดทุนในระยะสั้น จะทำให้เราลงทุนได้อย่างมีความสุข