เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยุทธศาสตร์ชาติ กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ

26 พ.ย. 2560 | 07:30น.

คอลัมน์ ดุลยธรรม
โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ประเทศไทยเราติดกับดักเป็นประเทศรายได้ปานกลางมายาวนาน ระยะเวลา 30-40 ปี คำถามคือว่าเราควรมี “ยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างไร ?” เมื่อมีการตั้งโจทย์ว่า เราจะก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง”

ปัจจุบันคนไทยมีรายได้ประมาณ 5,640 ดอลลาร์ต่อหัวต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศในระดับรายได้ปานกลาง ไม่สามารถก้าวข้ามสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งที่ประเทศที่เคยอยู่ระดับเดียวกับเราอย่างมาเลเซีย และเกาหลีใต้ เวลานี้รายได้ประชากรต่อหัวต่อปี แซงหน้าประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งปกติแล้วหากจะให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ประชากรต้องมีรายได้ประมาณ 12,000 ดอลลาร์ต่อหัวต่อปี หรือประมาณหนึ่งเท่าตัวในปัจจุบัน จึงจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาตัวเลขนี้แล้ว ประเทศไทยอาจจะพอทำได้ หากมีการผลักดันยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ถ้าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ปีละประมาณ 5-6% เป็นเวลา 15 ปี หรือ 20 ปี ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศรายได้สูงแน่นอน แต่ว่าการที่เราจะขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ได้ 5-6% ทุกปี ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต้องใช้เวลานานในการแก้ไข เราอาจจะมีความคิด มียุทธศาสตร์ แต่พอลงมือทำจริงอาจจะมีข้อติดขัดอีกมาก ไม่ได้เกี่ยวพันเพียงเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เกี่ยวพันไปกับมิติทางด้านการศึกษา คุณภาพชีวิตมนุษย์ รวมทั้งความมีเสถียรภาพทางการเมือง คุณภาพของพรรคการเมืองและนักการเมืองด้วย

และพอเอาเข้าจริง บอกว่าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโต 5-6% และประชากรมีรายได้ขึ้นไปอยู่ที่ 12,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากประเทศที่มีรายได้สูง ประชาชนต้องมีคุณภาพ และต้อง

มีความเป็นอยู่ที่ดี ต้องมีการกระจายรายได้ที่ดีด้วย ไม่ใช่โตแล้วกระจุกอยู่ในคนกลุ่มเล็ก ๆ นี่ไม่ใช่นิยามของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ถ้าศึกษาถึงการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจที่รัฐบาลแต่งตั้ง จะเห็นว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่คณะกรรมการจะทำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯต้องทำมากกว่านั้นอีกมาก

เรื่อง 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.ความสามารถในการแข่งขัน

2.ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม

3.การปฏิรูปสถาบันทางเศรษฐกิจ ซึ่งอันหลังนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำได้เลย เพราะเกี่ยวข้องกับระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ และกฎหมาย ยกตัวอย่างการปฏิรูปหน่วยงานต่าง ๆ ของทางราชการเพื่อให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น ให้ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือ การขยายเครือข่ายความคุ้มครองทางสังคม อย่างน้อยที่สุดต้องให้ระบบประกันสังคมครอบคลุมคนมากขึ้น ขยายวงมากกว่านี้ หรือถ้าไม่มีประกันสังคมก็ต้องมีอย่างอื่นมาดูแล โดยเฉพาะคนที่มีอาชีพอิสระ

สำหรับเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เป็นประเด็นสำคัญและต้องใช้เวลา เช่น การยกระดับผลิตผล การทำให้ประสิทธิภาพของทุนและแรงงานดีขึ้น การพยายามบูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคซึ่งไม่เฉพาะอาเซียน แต่รวมถึงประเทศบังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรถึง 160 ล้านคน และอินเดียบางส่วน เพราะไทยตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงได้ด้วยระบบโลจิสติกส์ หรือโครงข่ายการคมนาคม ขนส่ง ในเรื่องนี้เมื่อดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว เห็นว่ายังห่างไกลที่จะไปถึงจุดนั้น

โครงสร้างทางเศรษฐกิจต้องผูกอยู่กับเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและเป็นภาคเศรษฐกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีและมีนวัตกรรมสูง การใช้นวัตกรรมก็ต้องอาศัยการลงทุนที่มากพอ ดังนั้น ในเรื่องของนวัตกรรมและเรื่องของคุณภาพแรงงาน ไม่สามารถเกิดขึ้นในไทยได้ภายในสองหรือสามปี แต่ต้องใช้เวลานานกว่านั้น อีกทั้งยังเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทย และการลงทุนทางด้านการวิจัยด้วย

นอกจากนั้นแล้ว การเพิ่มคุณภาพการผลิตก็ไม่สามารถทำได้ทันที เช่น ทำนา ปลูกมันสำปะหลังอยู่ดี ๆ จะเปลี่ยนให้ไปเป็นภาคบริการ ใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงาน จึงไม่อาจเป็นไปได้ง่าย

สำหรับประเทศไทย คนส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ ถ้าดูโครงสร้างปัจจุบันของไทย จะมีโครงสร้างภาคบริการ 57.2% ที่เหลือเป็นภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีประมาณ 13-14% ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีภาคบริการ 70% ไต้หวัน 60% โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยมีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ระยะหลังภาคอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เรายังมีสัดส่วนที่ต่างอยู่มาก เพราะฉะนั้นโครงสร้างนี้ก็ต้องปรับเช่นเดียวกัน

อีกประการหนึ่งคือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เพียงพอจะยกระดับให้เติบโตสูงได้ พอไปถึงจุดที่เราต้องทำให้สินค้าเศรษฐกิจมีมูลค่าสูง เราก็จะไปติดที่ไม่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการศึกษา และการวิจัยที่ลงทุนไม่ตรงประเด็นหรือตรงกับเป้าหมาย ที่ผ่านมางบประมาณในการศึกษาของไทยสูงพอสมควร

แต่เป็นการใช้งบประมาณไม่ตรงเป้าหมาย ขณะที่การวิจัยยังใช้เงินน้อย ต้องเพิ่มวงเงินเข้าไปอีก โดยที่เงินของรัฐอาจไม่พอ ต้องไปเพิ่มทางเอกชน ซึ่งภาคเอกชนของไทยรายใหญ่ ๆ มีนวัตกรรมมากขึ้น แต่กลุ่มทุนใหญ่ในไทยก็ยังอาศัยระบบสัมปทาน อาศัยอำนาจรัฐ ไม่ใช่เป็นกลุ่มทุนที่รวยมาจากการมีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน ความมีประสิทธิภาพของระบบราชการ และเสถียรภาพทางการเมือง ก็เป็นเรื่องสำคัญ เวลาจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขัน ประเทศที่แซงหน้าไทยไปแล้วในอาเซียน คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง คนสิงคโปร์มีรายได้สูงกว่าคนไทย 3-4 เท่า เป็นผลมาจากการที่สิงคโปร์ได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และอุทิศตัวให้กับประเทศ โดยเฉพาะผู้ก่อตั้งประเทศ “ลี กวน ยู”  นับเป็นผู้นำที่คิดครบระบบและแก้ปัญหาแบบบูรณาการ

ยกตัวอย่าง บอกว่าสิงคโปร์เป็นประเทศทุนนิยมเสรี เขาก็เป็นประเทศทุนนิยมเสรีจริง ๆ เปิดโอกาสให้คนเข้ามาแข่งขันทำธุรกิจได้อย่างเสรีเต็มที่ ไม่มีระบบพรรคพวก มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเต็มที่เพื่อให้คนของเขามีคุณภาพ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จะเห็นว่าสถาบันการศึกษาดี ๆ อยู่ที่สิงคโปร์หมด นี่เป็นสิ่งสำคัญ

คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจของไทย ต้องนำโจทย์เหล่านี้ไปคิด และต้องมองให้ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องระยะสั้น เรื่องไหนเป็นเรื่องระยะกลาง และบางเรื่องต้องใช้เวลานาน เป็นเรื่องระยะยาว ที่สำคัญต้องมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลต่อการแก้ปัญหาด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ชาติ