เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

“ธีรยุทธ บุญมี” วิพากษ์เกษตรไทยย่ำอยู่ในยุค 2.0 นานถึง60 ปี-แนะตามรอยศก.พอเพียง ร.9

26 พ.ย. 2560 | 19:35น.

นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวใหม่ เปิดเผยภายในงานเสวนามองการณ์ไกลประเทศไทย ทิศทางเกษตรยั่งยืน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ภาคการเกษตรของไทย ถือว่ามีพัฒนาการมาโดยตลอด หากแบ่งเป็นช่วงตามนโยบายของไทยแลนด์ 4.0 ภาคเกษตรของไทย ในยุค 1.0 จะเริ่มต้นขึ้นในยุครัชกาลที่ 5 และ 6 จากการผลิตสินค้าหลักอย่างข้าว จนกระทั่งเกือบอีก 100 ปีต่อมาประมาณปี 2500 ยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภาคเกษตรถึงขยับมาเป็นยุค 2.0 โดยเริ่มมีการปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรม อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ และยางพารา รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมก็มีการขยายตัวเช่นกัน โดยเริ่มต้นจากการผลิตสิ่งทอ สินค้าทดแทนเพื่อการนำเข้า

อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบภาคเกษตรจนถึงปัจจุบันจะพบว่ายังไม่สามารถก้าวพ้นจากยุค 2.0 ไปสู่ยุค 3.0 ได้เลย หรือมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ยุค 3.0 โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการภาคเกษตร เนื่องจากเกษตรกรไทยยังติดขัดปัญหาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเข้าถึงเทคโนโลยี จากการที่แรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง เหลือแต่แรงงานสูงวัย ที่ไม่ชำนาญการใช้เทคโนโลยี ภาคสหกรณ์ที่ไม่เข้มแข็งเพียงพอ เหมือนกับหลายประเทศในยุโรป จึงทำให้ไม่สามารถขยายใหญ่ได้

นายธีรยุทธ กล่าวว่า ในยุคหลังปี 2540 ภาคเกษตรของไทย จึงมีนโยบายที่เป็นทางแยกอยู่ 2 ทาง คือ 1.นโยบายประชานิยม ที่เน้นในเรื่องของการสร้างความนิยมไม่ได้มุ่งสู่การยกระดับคุณภาพภาคการเกษตร ซึ่งจะเห็นเด่นชัดในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นโยบายแบบนี้ก็ยังคงอยู่ และ2.นโยบายแบบเศรษฐกิจพอเพียง ถือว่ามีความสอดคล้องกับปัจจุบันอย่างมาก โดยแทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ก็หันมาปลูกพืชที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าเกษตรรูปแบบนี้นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรมีฐานะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นทางออกของภาคเกษตรไทย จึงไม่ใช่การก้าวไปสู่ 4.0 ซึ่งเปรียบเหมือนกับการหวังผลสำเร็จของรัฐบาลชุดนี้ เพราะขณะนี้ภาคเกษตรก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นไปสู่ยุค 3.0 ได้เลย ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดของภาคเกษตร ก็คือ การเดินตามรอยทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“หากมองนอกเหนือจากดำเนินนโยบายภาคการเกษตรของรัฐบาลชุดนี้ อย่างการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยในยกเว้นกฎหมายเกือบทุกตัว เพื่อเอื้อประโยชน์ในกับนักลงทุนต่างชาติ ก็เหมือนเป็นนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นอวิชา ที่หวังเพียงความสำเร็จทางการเมืองโดยไม่คำนึงให้รอบคอบ มุ่งหวังเพียงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว”นายธีรยุทธ กล่าว

นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทางรอดของภาคเกษตรในขณะนี้ต้องทำการเกษตรแบบปราณีต ไม่เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยต้องปลูกพืชที่ขายในราคาสูงควบคู่กันไปกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำอยู่แล้ว โดยแบ่งออกมาทำเกษตรปราณีตประมาณ 2 ไร่ ต่อ 1 ราย ก็จะทำให้พื้นที่เกษตรปราณีตเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านไร่ น่าจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้นได้

น.ส.กิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานภาคภาคขาดองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการทำเกษตร จากอดีตและปัจจุบันจะพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากโดยการทำการเกษตรในอดีตจะเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก จึงทำให้มีรายได้ที่พอมีพอใช้ และมีเงินเก็บ แต่ในปัจจุบันมีเครื่องมือทุ่นแรงมากขึ้น แต่รายได้ลดลง มีหนี้สินจนต้องขายที่ดิน และทรัพย์สิน สุดท้ายต้องเช่าที่ทำเกษตร หากจะปรับตัวก็ยาก เพราะเมื่อมีรายได้ ต้องนำเงินไปใช้หนี้ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะเริ่มสิ่งใหม่ ดังนั้นนโยบายเกษตรอินทรีย์ถือเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่เกษตรก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพราะไม่มีเงินทุน จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลส่วนนี้

“นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลใช้กลไกของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้เป็นรูปธรรม เพราะตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฯมา 20 ปียังไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้เลย แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ม. 44 ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟูมานานกว่า 180 วันแล้ว ยังทำได้เพียงแค่ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรในระบบเท่านั้น จึงอยากให้เร่งเดินหน้าเพราะเกษตรกรกำลังเดือดร้อน”น.ส.กิมอัง กล่าว

 

ที่มา มติชนออนไลน์