เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
Tech แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
Finance หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
Columns เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
Business UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
SD COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
Business ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
ดูทั้งหมด

ไม่มีสินทรัพย์ใดเป็น “ผู้ชนะ-ผู้แพ้” ตลอดกาล แนะจัดพอร์ต Asset Allocation

30 ต.ค. 2564 | 11:38น.
ลงทุน เว็บไซต์

แนะนำการจัดพอร์ตโดยกระจายน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์

ไฮไลท์

  • หุ้นในภูมิภาคต่างๆ 55%
  • ตราสารหนี้ 35%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 5%
  • REITs 5% 
พรชัย แม้นธนาวงศ์สิน ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

ปัจจุบัน หนึ่งใน New Normal ที่เกิดหลังการอุบัติขึ้นของการแพร่ระบาดโควิด-19 คือ จำนวนนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่แห่เข้ามาเปิดบัญชีซื้อขายลงทุนเป็นจำนวนมากในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัญชีซื้อขายหุ้น บัญชีซื้อขายกองทุนรวม อีกทั้งยังมีสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ๆ อย่างคริปโทเคอร์เรนซีที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

โดยนักลงทุนหน้าใหม่หรือมือเก๋า จะมีกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ความถนัดหรือระดับความคาดหวังผลตอบแทนและการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่ผู้เขียนอยากจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวคิดการลงทุนที่เชื่อว่าทุกท่านคุ้นหูกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ “Asset Allocation”

การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) คือ การที่เราจัดแบ่งเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ อย่างทองคำ, สกุลเงินดิจิทัล, อสังหาริมทรัพย์ รวมไปจนถึงการลงทุนในหุ้นนอกตลาด (Private Equity)

ซึ่งการกระจายการลงทุนที่ดีจะมีมิติเชิงลึกที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามสภาวการณ์ หรือลักษณะของนักลงทุนแต่ละท่าน ทั้งในแง่มุมของผลตอบแทน ระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ หรือความต้องการสภาพคล่องของผู้ลงทุน โดยในบทความนี้ผู้เขียนจะขอศึกษาเชิงลึกในมิติของด้านผลตอบแทนและความผันผวนจากการลงทุนเป็นหลัก

เริ่มกันที่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด นั่นก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้นไทย

จากกราฟที่ 1 หากเราเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างหุ้นบลูชิพที่มีขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง บมจ.ปตท. (PTT) กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของ PTT จะอยู่ที่ 19.16% ขณะที่ผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 54.25% ซึ่งผลตอบแทนของ SET สูงกว่า PTT ถึง 35%

จากกราฟที่ 2 หากพิจารณาในมิติของ Maximum Drawdown (ผลตอบแทนขาดทุนสูงสุดในอดีต) จะพบว่าในช่วงต้นปี 2018 จนถึงกลางปี 2020 หุ้น PTT เคยขาดทุนสูงสุดราว 51% ขณะที่ SET ขาดทุนสูงสุดราว 40% ซึ่งแสดงถึงการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์อย่าง SET นอกจากจะช่วยลดผลการขาดทุนสูงสุดได้มากกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์รายตัวแล้ว ในบางขณะของการลงทุนยังสามารถได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจอีกด้วย

ลำดับถัดมา ผู้เขียนขอพิจารณาถึงหนึ่งในธีมการลงทุนยอดฮิตในระยะเวลาที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน โดยจะขอพูดถึงดัชนี ETF ที่เคยเป็นพระเอกในช่วงโควิด-19 อย่างหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีจีน ที่เคยทำผลตอบแทนได้กว่า 100% ในช่วงกลางปี 2020 จนถึงต้นปี 2021

การลงทุนในดัชนี ETF นี้ ถึงแม้ว่าจะมีการกระจายน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีนหลากหลายตัวแล้ว แต่ก็ยังเป็นการกระจุกตัวอยู่ในธีมการลงทุนเดียวอยู่ ซึ่งถึงแม้นักลงทุนจะพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้น รวมไปถึงวางแผนการลงทุนด้วยกราฟทางเทคนิคเป็นอย่างดีแล้ว แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้บางประการ เช่น กฎเกณฑ์จากภาครัฐ ก็สามารถกระทบต่อหุ้นทั้งกลุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งส่งผลให้ดัชนีกลุ่มนี้ปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นแม้ว่านักลงทุนจะมีการกระจายหุ้นด้วยการเลือกลงทุนเป็นธีมการลงทุนแล้ว แต่หากไม่ได้จัดสรรน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายกลุ่มก็อาจจะทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายได้

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ “To the moon” ที่เป็นกระแสในช่วงขวบปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ได้ก่อให้เกิดเศรษฐีใหม่เป็นจำนวนมาก โดยหากดูเฉพาะในแง่ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี สกุลเงินอย่าง Bitcoin ทำได้ 355%, Ethereum ปรับเพิ่ม 809% และ Dogecoin พุ่งขึ้นถึงกว่า 9,800% (จากกราฟที่ 4)

 

อย่างไรก็ดี สินทรัพย์อย่าง Cryptocurrency ยังถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นใหม่มาก รวมไปถึงมีขนาดมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ที่ยังเล็กมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ประเภทนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วชนิดที่เรียกว่านักลงทุนต้องจ้องหน้าจออย่างตาไม่กระพริบในบางช่วงเวลาเลยทีเดียว

เปรียบเหมือนเหรียญที่ย่อมมี 2 ด้านเสมอ ในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นก็สร้างรอยยิ้มให้นักลงทุนไม่น้อย แต่ในช่วงที่สินทรัพย์ชนิดนี้มีการปรับฐานอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ราคาของ Bitcoin ในช่วงปี 2018 ที่ปรับตัวลงกว่า 70% หรือการลดลงกว่า 50% เมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมา (จากกราฟที่ 5)

ก็ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ดังนั้นหากนักลงทุนจะทุ่มเงินหมดหน้าตักในสินทรัพย์นี้ประเภทเดียวเพื่อคาดหวังจังหวะราคาขาขึ้น ทว่ากลับเข้าลงทุนผิดจังหวะแล้วราคาปรับตัวลงอย่างรุนแรง ครั้นจะใช้กลยุทธ์ Hold เพื่อรอให้ราคาปรับฟื้นกลับมา แต่หากนักลงทุนท่านนั้นยังมีภาระค่าใช้จ่าย อื่นๆ คงจะไม่ดีเป็นแน่

 

เมื่อพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้, หุ้นกู้ High Yield, หุ้นบริษัทขนาดใหญ่, หุ้นประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว, หุ้นประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา, สินค้าโภคภัณฑ์ หรือรีท (REITs) ในช่วงระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา (ตารางที่ 1)

จะเห็นได้ว่าไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ตลอดกาลในทุกช่วงเวลา (ผู้เขียนขอเสริมว่ามีสินทรัพย์ประเภทเดียวที่มีความผันผวนต่ำตลอดเวลา แต่ในมุมมองผู้เขียนถือว่าเป็นผู้แพ้ในระยะยาว นั่นคือการถือเงินสด โดยจะขอกล่าวถึงในโอกาสข้างหน้าครับ)

การที่นักลงทุนจะสามารถทำนายตลาดหรือคาดการณ์จังหวะการเข้าออกทำกำไรได้ถูกต้องทุกครั้งเป็นไปได้ยากมาก หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว คือ Global Asset Allocation หรือการกระจายการลงทุนในทุกสินทรัพย์ในระดับมหภาค จากตัวอย่างในตารางที่ 1 การจัดพอร์ตโดยกระจายน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นในภูมิภาคต่างๆ ราว  55%, ตราสารหนี้ 35%, สินค้าโภคภัณฑ์ 5%, และ REITs 5% นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

กล่าวคือ ในจังหวะที่ดีที่สุดก็ทำผลตอบแทนต่อปีที่ 25% แม้เผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงก็มี Max Drawdown ที่ 25.4% ในระยะยาวสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ย 6.7% ต่อปี แต่มีความผันผวนของพอร์ตลงทุนที่ไม่สูงมาก (Vol. 11.8%) ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่ตั้งใจจะลงทุนระยะยาว รับความเสี่ยงได้ปานกลาง คาดหวังต่อผลตอบแทนราวๆ 6-7% ไม่อยากพะวงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่จะเข้ามากระทบตลอดเวลา การจัดทัพลงทุนแบบ Asset Allocation โดยเฉพาะการลงทุนในทุกสินทรัพย์ทั่วโลกก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักลงทุน วางแผนการเงิน