กุหลาบงาม ย่อมมีหนามแหลมคม
คนขายของ
ธุรกิจที่มีแววรุ่งโรจน์ย่อมเป็นที่สนใจของนักธุรกิจและนักลงทุน ยิ่งมีเรื่องราวและเหตุผลที่น่าสนใจประกอบด้วย ยิ่งทำให้เกิดเป็นกระแสในวงสังคม ทำให้มีคนสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “อุตสาหกรรมดาวรุ่ง” เป็นจำนวนมาก
เมื่อความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมดาวรุ่งถูกกล่าวถึงจนเป็นกระแสอาจทำให้นักธุรกิจหรือนักลงทุนบางคนบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าใจในธุรกิจอย่างถ่องแท้ ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม “ขุดทอง” ครั้งนี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่
ล้วนเล็งผลเลิศด้านเดียว และมองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนตัวอยู่ ดั่งเช่นนักเขียนชาวอเมริกัน Jessica Livington ได้เคยกล่าวไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ มักมีพฤติกรรมตามแห่ พวกเขาต้องการที่จะลงทุนเพราะ
เห็นคนอื่น ๆ กำลังลงทุนอยู่”
ในบทความนี้เราจะมาดูกรณีศึกษาของอุตสาหกรรมดาวรุ่งทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อที่จะได้เห็นว่าในอุตสาหกรรมที่ คนส่วนใหญ่มองว่าจะกลายเป็นดาวรุ่ง ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระมัดระวังไม่น้อยเหมือนกัน
การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์นับตั้งแต่ Karl Benz เริ่มต้นการผลิตในช่วงปี 1888 ในประเทศเยอรมนี 5 ปีหลังจากนั้น บริษัทรถยนต์แห่งแรกของสหรัฐอเมริกาชื่อ Duryear Dragon ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้น แต่เมื่อดูจากข้อมูลการผลิตรถยนต์ของอเมริกาในปี 1899-1901 เรากลับไม่พบว่า Duryear ติดใน TOP 5 ของผู้ผลิต อันดับหนึ่งกลายมาเป็นของแบรนด์ Columbia ด้วยยอดผลิต 1,500 คัน กินส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ต่อจากนั้นอีก 10 ปี ตลาดรถยนต์ในอเมริกาโตขึ้นจากยอดขายปีละราว 2,000 คัน กลายมาเป็น 160,000 คันในปี 1911 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แบรนด์ที่เป็นระดับ TOP 5 ของตลาดเมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น ไม่มีใครเหลืออยู่เลย
ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกายังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปี 1929 ยอดการผลิตรถยนต์สูงถึงราว 4 ล้านคัน มากกว่าช่วงปี 1911 ถึง 25 เท่าตัว ข้อมูลจากหนังสือ Hi-Tech: Auto Makers’ History Revisited ระบุว่าในช่วงปี 1922-1925 จำนวนผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาลดลงจาก 175 ราย เหลือเพียง 70 ราย วิกิพีเดียได้ประเมินว่าในช่วงปี 1894-1930 จำนวนผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 1,800 ราย กลับมาดูในปัจจุบัน พบว่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันเหลือเพียง 3 บริษัทคือ GM FORD และ TESLA เท่านั้น
จากข้อมูลข้างต้นเราจะเห็นว่า ในช่วงที่อุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างมหาศาล จะก่อให้เกิดแรงดึงดูดผู้เล่นรายใหม่มากมายเข้ามาร่วมแข่งขันด้วย ผู้เริ่มก่อนไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป แม้แต่ผู้มีนวัตกรรมการผลิตที่โดดเด่นอย่าง FORD ที่สร้างส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 54% ในปี 1925 เพราะความสำเร็จของรถยนต์รุ่น Model T แต่ในอีก 30 ปีต่อมา FORD กลับเหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 25% เพราะผลิตภัณฑ์ของ GM เป็นที่นิยมของตลาดมากกว่า นอกจากนั้นในช่วงตลาดโตก้าวกระโดด ผู้ผลิตมักมองตลาดในแง่ดีมากเกินไป ในช่วงทศวรรษ 1920 ผู้ผลิตรถยนต์ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ในสหรัฐจะโตจากราว 3 ล้านคันในปี 1925 ไปเป็น 6 ล้านคันในไม่ช้า แต่ในความเป็นจริงตัวเลขผลิต 6 ล้านคันต่อปีเกิดขึ้นในปี 1955 หรืออีก 30 ปีต่อมา
กลับมาในยุคปัจจุบัน ตอนนี้กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ทั้งภาครัฐในหลายประเทศ และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ล้วนให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกทั้งสิ้น ความนิยมของ EV ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ที่หลายคนคิดว่าอาจจะมาแทนปั๊มน้ำมันในอนาคต นั่นก็คือ “สถานีชาร์จ
ประจุไฟฟ้า” Navigant Research ได้รวบรวมรายชื่อผู้เล่นหลักของโลกในอุตสาหกรรมนี้ พบว่ามีอยู่ 12 บริษัท มีผู้เล่นรายใหญ่ 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ The New Motion ซึ่งบริษัทน้ำมันเชลล์ได้ซื้อกิจการไปเมื่อ เร็ว ๆ นี้ The New Motion ก่อตั้งมาราว 7 ปี มีเครือข่ายที่กว้างขวางในยุโรป มีจุดชาร์จไฟฟ้ามากกว่า 30,000 จุด ใน 22 ประเทศ ในส่วนตัวเลขทางการเงินของบริษัท พบว่าบริษัทมีรายได้เพียง 15 ล้านเหรียญ และยังขาดทุนถึงเกือบ 5 ล้านเหรียญในปี 2016
ผมเชื่อว่า ด้วยความนิยมที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากของ EV จะทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดสถานี ชาร์จประจุไฟฟ้าอย่างแน่นอน ใครจะเป็นผู้ชนะยังคงยากที่จะตัดสิน เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้จะเปลี่ยนไปอีกไหม ? ผมก็ยังไม่แน่ใจ เมื่อก่อนแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถืออยู่ได้ราว 6 ชั่วโมง เดี๋ยวนี้อยู่ได้เป็นวัน เราคงได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปอีกมาก เท่าที่ผมสังเกต Warren Buffett มักไม่ค่อยซื้อหุ้นของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น เขาจะรอจนอุตสาหกรรมนั้น ๆ มีเสถียรภาพพอสมควรค่อยเข้าไปลงทุน อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาลงทุนในธุรกิจสายการบินของสหรัฐ เพราะการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ลดลง
อย่างมาก เหลือสายการบินหลัก ๆ แค่ 3 บริษัท อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วในอัตราเร่งแบบ S-Curve อาจจะมียอดขายโตขึ้นได้มหาศาล แต่บริษัทจะทำกำไรได้แค่ไหน ? จะยืนสู้จนครองตลาดได้หรือไม่ ? คงต้องรอให้เวลาเป็นคนตอบคำถามที่สำคัญเหล่านี้