ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าหลังตัวเลขค้าปลีกออกมาดีกว่าคาด
ดอลลาร์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2564
ค่าเงินบาทปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.74/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16/11) ที่ระดับ 12.68/70 บาท/ดอลลาร์ หลังเมื่อคืนที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นโดยได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 1.7% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.4% โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐดีดตัวขึ้น 1.6% ในเดือน ต.ค. หลังจากร่วงลง 1.3% ในเดือน ก.ย. โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นมาตรวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภคของสหรัฐ ทั้งนี้นักลงทุนยังจับตาดูความเห็นจากเจ้าหน้าที่และประธานเฟดสาขาต่าง ๆ เพื่อประเมินโอกาสในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของสหรัฐต่อไป
สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ โดยอ่อนค่าลงเล็กน้อยตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี’64 (เริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ยังมีปัจจัยกระทบทั้งเรื่องน้ำมัน ราคาสินค้าแพงขึ้น รวมถึงการระมัดระวังการใช้จ่ายสินค้าของประชาชน เพราะยังกังวลกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 การควบคุมการแพร่ระบาด จึงต้องการให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสุดท้าย
เช่น ออกมาตรการช้อปดีมีคืน โดยหากออกมาได้ในช่วงปีใหม่ จะทำให้มีเงินสะพัดประมาณ 10,000-50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.72-32.86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.74/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (17/11) ที่ระดับ 1.1322/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับเปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/11) ที่ระดับ 1.1368/71 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังปรับตัวอ่อนค่าลงจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐและความกังวลต่อการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยนายเปาโล เจนทิโลนี กรรมาธิการฝ่ายเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษีของสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า การกลายพันธุ์ใหม่ของโคโรนาไวรัสยังคงมีสิทธิ์ทำให้การฟื้นตัวด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุโรปหยุดชะงัก
ทั้งนี้ เมื่อวันอังคาร (16/11) มีการเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนในไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) ปรับตัวขึ้น 2.2% เมื่อเทียบรายไตรมาสซึ่งเท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1265-1.1325 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1313/15 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/11) ที่ระดับ 114.81/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16/11) ที่ระดับ 114.15/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นอกจากนี้ค่าเงินเยนยังถูกกดดันหลังยอดส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. ชะลอการขยายตัว และได้ยุติการขยายตัวในอัตราเลขสองหลักที่ดำเนินมาติดต่อกัน 7 เดือน
เนื่องจากการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐ และจีนลดลง ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก ในวันนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 114.70-114.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 114.86/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ (17/11), ตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซน (17/11), ตัวเลขสร้างบ้านสหรัฐ (17/11), จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานสหรัฐ (18/11), ยอดค้าปลีกอังกฤษ (19/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.80/+1.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.7/-1.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ