Skip to content

ความเข้าใจผิดที่อันตราย “ตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น”

01 ธ.ค. 2560 | 13:16น.
ความเข้าใจผิดที่อันตราย “ตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น”

คอลัมน์ สถานีลงทุน

โดย ศิรินารถ อมรธรรม สมาคมตราสารหนี้ไทย

หากเปรียบเทียบการลงทุนในตราสารหนี้กับหุ้น โดยหลักการแล้วการลงทุนในตราสารหนี้จะมีจุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ยจะมีความสม่ำเสมอ จนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบีอี ขึ้นหลายครั้ง ทำให้นักลงทุนเสียความมั่นใจในการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ประกอบกับตลาดหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้กำไร หรือถ้าเกิดอะไรขึ้น นักลงทุนก็คิดว่ายังขายในตลาดหุ้นได้ (แต่สำหรับนักลงทุนผู้มากประสบการณ์น่าจะนึกภาพตลาดวายได้ และอาจสงสัยว่าราคาที่ขายออกได้นั้น ได้ที่ราคาเท่าไหร่ แล้วจะกล้าขายออกจริงเหรอ) ในขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชน ถ้าเกิดการผิดนัดชำระ นักลงทุนอาจสูญเงินทั้งก้อน จึงทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ที่ว่า ตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น !…ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจที่อันตรายมากต่อการลงทุน

จากข้อมูลผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2549-2559 พบว่า หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 16.1% ต่อปี สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (5.5%) กว่า 3 เท่า ในขณะที่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของผลตอบแทนที่จะคลาดเคลื่อนออกไปจากค่าเฉลี่ย โดยหุ้นมีความเสี่ยงถึง 32.0% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (5.6%) กว่า 6 เท่า นึ่เป็นเครื่องยืนยันหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า แท้จริงแล้วหุ้นเสี่ยงกว่าตราสารหนี้ หุ้นจึงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องประเมินตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหนเพื่อดูว่าการลงทุนในหุ้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ หากทุ่มลงทุนในหุ้นเพราะเข้าใจผิด คิดว่าปลอดภัยกว่าตราสารหนี้ เกิดตลาดวายขึ้นมา อาจทำให้เสียหายหนัก และหากเป็นเงินที่จะเอาไว้ใช้ยามเกษียณ ก็จะทำให้เดือดร้อนไปกันใหญ่ อีกอย่างที่สำคัญคือ นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงของ portfolio ลง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯช่วงนี้ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงทีเดียว PE ของตลาดขึ้นไปกว่า 18 เท่าแล้ว นักลงทุนเริ่มหวั่นไหวต่อทิศทางของตลาด กลุ่มนักลงทุนต่างชาติจากที่มีสถานะเป็น net buy ในปีนี้ เริ่มทยอยขายออกหนักขึ้นในเดือนพฤศจิกายนขายแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท แล้วหันเข้าหาตราสารหนี้ โดยมาพักเงินไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรอดูความชัดเจนในปัจจัยต่าง ๆ เช่น การผ่านร่างปฏิรูปภาษีของสหรัฐ พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติที่เป็นมืออาชีพที่ลดการลงทุนในหุ้นในยามที่ตลาดมีความไม่ชัดเจนแล้วมาพักเงินในตลาดตราสารหนี้สามารถสะท้อนได้ว่า ตราสารหนี้ปลอดภัยกว่าหุ้น

ในเดือนพฤศจิกายน จนถึงวันที่ 22 พ.ย. 2560 ต่างชาติเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้น 57,391 ล้านบาท มีตราสารหมดอายุ 2,036 ล้านบาท ทำให้มีการลงทุนสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 55,355 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 13,435 ล้านบาท คาดว่าเพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุนจากราคาตราสารที่อาจต่ำลง แสดงว่าต่างชาติคาดว่า yield ระยะยาวของไทยจะมีการปรับตัวขึ้น ซึ่งอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยไตรมาส 3 ที่เพิ่งประกาศสูงถึง 4.3% เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส

หากเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ในขณะที่ตลาดหุ้นก็อยู่ในระดับสูงและเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นในทิศทางของตลาด การลงทุนในหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (high yield bond) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เพราะความเสี่ยงโดยรวมจะน้อยกว่าหุ้น และจากงานศึกษาพบว่าเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระจะต่ำลง แต่ยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นกู้ทั่ว ๆ ไปอยู่