ITD ร่วมกับ WTO เสวนา เตรียมพร้อมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจองค์การการค้าโลก แนะจับตาปฏิญญาบูเอโนสไอเรสฉบับใหม่ชูธงแก้ปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมาย พร้อมหนุนไมโครเอสเอ็มอีกระตุ้นเศรษฐกิจ รอง ผอ. WTO ชี้ไทยศูนย์กลางอาเซียนควรสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วม
ดร.กมลินทร์ พินิจภูวดล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (สคพ.) หรือ ITD กล่าวว่า ทาง ITD ร่วมกับองค์การการค้าโลก (WTO) จัดเสวนาเชิงนโยบายในระดับภูมิภาคประจำปี 2560 ในประเด็น “Rebalancing Global Trade Agenda for Sustainable Development in Developing Countries” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนโยบายด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งจะมีผลกระทบเชิงนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศองค์การค้าการค้า (WTO) หรือที่เรียกว่า ประชุม MC 11 ขึ้นที่กรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในระหว่างวันที่ 10-13 ธันวาคมนี้
นายโยนอฟ เฟอเดอริก อากาห์ (Yonov Federick Agah) รองเลขาธิการองค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวว่า วาระสำคัญที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อการทำงานที่ได้ประชุมไว้ในรอบปี 2558 ที่กรุงเนโรบี ประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของระดับพหุภาคี และเพื่อให้สอดรับกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยประเด็นสำคัญรอบนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมาย การยุติมาตรการอุดหนุนทางการค้าและการเก็บสต๊อกอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีขนาดเล็กจิ๋ว (MSME) และการค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
โดยท่าทีขณะนี้สมาชิกในกลุ่มประเทศพัฒนาและเอเชียหลายประเทศ ขอให้หยิบยกเรื่องการเก็บสต๊อกออกจากเรื่องการอุดหนุน ผลกระทบของการเก็บสต๊อกต่อราคาอาหารในตลาดโลก แต่ยังมีอุปสรรคในเชิงวิชาการและเชิงเทคนิคหลายเรื่องที่ยังต้องหารือกันอยู่ อย่างไรก็ตามในการประชุมอาจต้องมีข้อเสนอให้มีมาตรการเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วย ทั้งยังจะมีการหารือถึงประเด็นการออกกฎระเบียบ/มาตรฐาน/ใบรับรอง ภายในประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า จำเป็นต้องลดอคติ ลดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งมีความคืบหน้าในการประชุมกลุ่มย่อยหลายการประชุม
ประเด็นสำคัญอีกด้าน คือ การส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีขนาดเล็กจิ๋ว (MSME) ได้มีส่วนร่วมในการค้าระดับโลก โดยจะต้องคำนึงถึงความโปร่งใส เปิดโอกาสให้เข้าถึงข้อมูลและแหล่งเงินทุนด้วย และประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เพราะสมาชิกหลายประเทศขอให้พัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งมอบ (delivery) การค้าออนไลน์ นอกจากนี้อาจจะมีการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน
“ขณะนี้ทาง WTO ยกร่างปฏิญญาบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires Declaration)ขณะนี้เหลือระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่มีสัญญาณเชิงบวกในหลายเรื่อง เพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะต้องผลักดันให้การประชุมรอบนี้ลุล่วงไปให้ได้ มีกระบวนการหารือ และถึงจุดต้องตัดสินใจว่าประเด็นใดที่จะเสนอจะทำอย่างไร ประเด็นที่จะเสนอต้องให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป และต้องมีกระบวนการหลังการประชุม หรือ Post MC 11 ว่าจะต้องเป็นอย่างไรต่อไป อาจจะตัดสินใจดำเนินการบางอย่างเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย”
นายอากาห์กล่าวถึงประเด็นความยืดเยื้อของการเจรจา WTO ที่ล่าช้ามานานกว่า 14 ปีว่า แม้ว่าที่ผ่านมาสมาชิกมีความแตกแยกกันหลายประเด็น แต่หวังว่าการเจรจารอบนี้จะมีความยืดหยุ่น และมีผู้นำทางการเมืองที่นำไปสู่เป้าหมาย ในส่วนของไทยสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นในการประชุมได้ ไทยเปรียบเสมือนเป็นผู้นำของสมาชิกอาเซียนด้วย
“WTO เป็นองค์กรเดียว เป็นเวทีถาวร ที่จะช่วยแก้ปัญหาระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกมือและไม่เห็นชอบในการเจรจา WTO ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แม้ว่าการเจรจา WTO จะล่าช้า และสมาชิกมุ่งเน้นการเจรจาทวิภาคีมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าเวทีนี้ดีกับประเทศกำลังพัฒนา เพียงแต่เราจะจัดการกับ WTO อย่างไร ถึงแม้ว่ารอบนี้จะมีผู้เดินวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเคยมีแล้วในการประชุมเมื่อปี 1947”
รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอให้รับรองร่างปฏิญญาบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires Declaration) ในการประชุม Global Conference on the Sus-tained Eradication of Child Labour ครั้งที่ 4ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2560 ณ กรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โดยมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูเอโนสไอเรส เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของผู้แทนรัฐบาล องค์กรนายจ้างและลูกจ้าง องค์กรระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค และองค์กรภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมการประชุม เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการขจัดปัญหาแรงงานเด็กและแรงงานบังคับ โดยได้กำหนดแนวปฏิบัติและการดำเนินการไว้ด้วย การรับรองร่างปฏิญญาจะเป็นการย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของไทยในการขจัดปัญหาแรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558-2563