ตลท.เปิดผลสรุปเกณฑ์ “สกัดหุ้นร้อน” ภาคธุรกิจเห็นด้วย ห้ามซื้อขายชั่วคราว 1 วัน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดผลสรุปเฮียริ่งปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นไทย ภาคธุรกิจส่วนใหญ่เห็นด้วย “ห้ามซื้อขายชั่วคราว 1 วัน” พร้อมทั้งข้อเสนอเพิ่มทั้งมาตรการ 3 ระดับ
วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นไทย จากผู้ให้ความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ระหว่างวันที่ 1-12 พฤศจิกายน 2564 และจากการรับฟังความคิดเห็นแบบกลุ่ม (Focus Group) กับบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีผู้ให้ความคิดเห็นรวม 228 ราย ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์ 66ราย, บริษัทจดทะเบียน 73 ราย, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 4 ราย, ผู้ลงทุนทั่วไป 83 ราย, สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (TLCA) และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA)
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอปรับปรุงโดยเพิ่มเงื่อนไขการซื้อขายป้องกันความเสี่ยงให้เร็วขึ้นและเพื่อจำกัดอำนาจซื้อ แบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้
มาตรการระดับ 1 : ให้ซื้อด้วยการวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ (ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance) และเสนอให้ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย
ผลสรุป : ผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” ตามหลักการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอ โดยให้เหตุผลว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรมีมาตรการดำเนินการกับหลักทรัพย์ที่มีภาวะเก็งกำไรสูง หรือสภาพการซื้อขายร้อนแรง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างเข้มงวดและรวดเร็ว โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1.ควรแจ้งผู้ลงทุนให้เร็วขึ้นก่อนใช้มาตรการกำกับการซื้อขายหรือมี Application เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุนให้ทราบล่วงหน้าและได้มีเวลาเตรียมตัว
2.ควรเพิ่มมาตรการสำหรับหลักทรัพย์ที่มี Free Float ต่ำ และมี Market Capitalization ขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อดัชนีหลักทรัพย์ (SET Index) มากกว่าหลักทรัพย์ขนาดเล็ก
3.ควรเปิดเผยหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย และให้ดำเนินการกับหลักทรัพย์ที่ราคาปรับลดลงมากด้วย
4.ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน เพื่อแก้ปัญหาการลงทุนที่ไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้ความเห็นที่เป็นผู้ลงทุนบางรายเห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด เนื่องจากมาตรการกำกับการซื้อขายอาจส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อขายตามปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาวะการซื้อขายที่ผิดปกตินั้น
มาตรการระดับ 2 : ให้ซื้อด้วยการวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ (ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance) และห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีสภาพผิดปกติดังกล่าวเป็นหลักประกันในการคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย และเสนอให้ ห้ามหักกลบค่าซื้อกับค่าขายภายในวัน (ห้าม Net Settlement)
ผลสรุป : ผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” โดยให้เหตุผลว่า ภาวะการเก็งกำไรสูงในปัจจุบันเกิดจากผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีเงินสดเพียงพอที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่เข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย ดังนั้นการห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย อาจไม่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการ และไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1.อาจห้าม Net Settlement และหยุดพักการซื้อขายตั้งแต่มาตรการระดับ 1 เพื่อให้มีความกระชับและรวดเร็วในการสกัดภาวะร้อนแรง
2.ควรขยายระยะเวลาสิ้นสุดของมาตรการแต่ละระดับให้นานขึ้น
3.ควรมีการจำกัดวงเงินในบัญชี Cash Balance ที่จะใช้ซื้อหลักทรัพย์ที่เข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย
4.อาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย (Commission) หลักทรัพย์ที่เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายให้สูงกว่าปกติหรือปรับลด Ceiling & Floor
อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้ความเห็นที่เป็นผู้ลงทุนบางรายไม่เห็นด้วย โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด และเห็นว่ามาตรการเดิมเพียงพอและเหมาะสมแล้ว
มาตรการระดับ 3 : ให้ซื้อด้วยการวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ (ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance) และห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีสภาพผิดปกติดังกล่าวเป็นหลักประกันในการคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย และห้ามหักกลบค่าซื้อกับค่าขายภายในวัน (ห้าม Net Settlement) และเสนอให้ ห้ามซื้อขายเป็นการชั่วคราว 1 วันทำการ
ผลสรุป : ผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” โดยให้เหตุผลว่าการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว 1 วัน มีความเท่าเทียมกัน และจะช่วยลดความร้อนแรงของการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนทำให้มีเวลาพิจารณาทบทวนก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนั้นยังเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอื่น ๆ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1.ควรประสานงานไม่ให้กระทบต่อการประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) ของบริษัทจดทะเบียน
2.ควรสื่อสารและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป็นมาตรการกำกับการซื้อขาย โดยไม่ได้เกิดจากบริษัทจดทะเบียนฝ่าฝืน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
3.ควรห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวในมาตรการทุกระดับโดยแต่ละระดับอาจหยุดพักการซื้อขายไม่เท่ากัน
4.ควรห้ามซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่า 1 วัน โดยอาจกำหนดตามระดับความร้อนแรง
อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้ความเห็นที่เป็นผู้ลงทุนบางรายไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำให้ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์กลับสู่ภาวะปกติได้ และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทจดทะเบียนที่ถูกห้ามซื้อขาย รวมทั้งอาจเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อขายปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาวะการซื้อขายที่ผิดปกตินั้น