นักท่องเที่ยวไทย ยังจองโรงแรมเชียงใหม่พุ่ง 90% รับเทศกาลปีใหม่
เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดมาจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ต่อปีราว 250,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ มีสัดส่วนรายได้มากถึง 125,000 ล้านบาท
ทว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นยาวนานเกือบ 2 ปี ส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเกิดอาการทรุดเซ และล้ม
แน่นอนว่าหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ธุรกิจโรงแรม ที่ต้องปิดกิจการไปอย่างถาวรบ้าง ปิดกิจการชั่วคราวบ้าง เลิกจ้างและลดเงินเดือนพนักงานบ้าง รวมถึงลดราคาห้องพัก ฯลฯ ด้วยเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้
การฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ต้องวางแนวทางการฟื้นตัวไปในทิศทางไหน ธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อรองรับการท่องเที่ยวในปี 2565
ขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โอไมครอนเริ่มคืบคลานเข้ามาในประเทศไทยจากคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามา และคนไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศ
ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ “ละเอียด บุ้งศรีทอง” นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) คลี่คลายคำตอบ
Q : สถานการณ์ 2 ปีที่ผ่านมา
ภาพรวมของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งระบบได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักหน่วงถ้าโฟกัสเฉพาะธุรกิจโรงแรมคือ รายได้เป็นศูนย์ ในช่วงที่ปิดประเทศเมื่อเดือนมีนาคม 2563 จนถึงเดือนมิถุนายน โรงแรมทุกโรงแรมปิด 100% ทำอะไรไม่ได้เลย
เพราะไม่มีการเดินทางไม่มีนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นเดือนกรกฎาคม-กันยายน เริ่มเห็นการเลิกจ้างของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งระบบในจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่ามากกว่า 50% ที่ต้องเลิกจ้างพนักงาน รวมถึงลดเงินเดือน ลดวันทำงาน เพื่อประคองธุรกิจ
Q : มีการปรับตัวอย่างไร
หลาย ๆ โรงแรมต้องหารายได้เสริมเปิดครัวโรงแรมทำอาหารกล่องขาย ขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขายเบเกอรี่ ส่วนพนักงานที่ถูกลดเงินเดือนก็ไปหารายได้เสริมขายของ ขายอาหาร นอกจากนี้เกือบทุกโรงแรมต้องลดราคาห้องพัก 70-90%
ตลอดช่วง 2 ปีมานี้โรงแรมห้าดาวที่เคยขายห้องพักราคาหลักหมื่นบาท ลดราคาขายเหลือแค่หลักพันบาทต้น ๆ เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียนเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่ได้ในยามที่กำลังซื้อถดถอย
ซึ่งโควิดระลอก 3-4 สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 รายได้เกือบเป็นศูนย์ เนื่องจากพื้นที่ระบาดสีแดงเข้มอยู่ในหลายจังหวัดของภาคกลาง ทำให้ไม่มีการเดินทางของนักท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดนี้มายังเชียงใหม่ อัตราการเข้าพักเดือนกันยายน 2564 มีเพียง 3-5% เท่านั้น รายได้โดยรวมหายไปมากกว่า 90%
Q : กลยุทธ์ลดราคาห้องพัก
เป็นสิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์แบบนี้เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้ามา และกระตุ้น sentiment ของคนให้รู้สึกอยากมาท่องเที่ยว โดยมีราคาห้องพักโรงแรมเป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นประกอบกับรัฐบาลได้ออกโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1-2-3 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้คนอยากออกมาท่องเที่ยวทำให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564
เริ่มมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวคนไทย หลังจากมีการปลดล็อกและมีการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากร ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโรงแรมช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 10-25% อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าอนาคตสถานการณ์โควิด-19 จะเริ่มดีขึ้น แต่เชื่อว่ากลยุทธ์ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะเป็นแรงดึงดูดในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อแผ่ว ซึ่งจะยังคงเห็นการลดราคาห้องพักระดับ 70-90% ไปอีกระยะหนึ่ง
Q : ช่วงไฮซีซั่นคนเที่ยวคึกคัก
เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา จุดขายของเชียงใหม่คือช่วงไตรมาส 4 ที่นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัสอากาศหนาว ซึ่งต้องบอกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหลักคือ ตลาดในประเทศ เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยราว 95% ซึ่งตัวเลขอัตราการเข้าพักโรงแรมดีขึ้นตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม โดยพบว่าราว 70% ของนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ จะขับรถยนต์ส่วนตัวมา ส่วนอีก 30% เดินทางมาโดยเครื่องบิน
Q : ใกล้ปีใหม่มีสัญญาณบวก
สถานการณ์การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ มีสัญญาณที่ดีมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยยอดจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และ 1-3 มกราคม 2565 มีอัตราการจองสูงถึง 90% โดยเฉพาะห้องพักในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ยอดจองเต็มเกือบทุกโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการจองห้องพักโรงแรมในตัวเมืองเชียงใหม่ราว 1-2 วัน คือวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และ 1 มกราคม 2565
จากนั้นจะเดินทางไปพักโรงแรม รีสอร์ตหรือโฮมสเตย์รอบนอกจังหวัดเชียงใหม่ โดยพบว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหลักคือ นักท่องเที่ยวคนไทย มีสัดส่วนมากถึง 95% และอีก 5% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจากภูเก็ต และสนามบินสุวรรณภูมิ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดการจองห้องพักเพิ่มขึ้นคือ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากมาตรการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชน ทำให้มีความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยว
และการปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวคนไทยก็เปลี่ยนไป คือมีการกระจายการท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากขึ้น ไม่ได้กระจุกเฉพาะในตัวเมืองเท่านั้น ทำให้การท่องเที่ยวมีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อดีของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวต้องการไปสัมผัสแบบใกล้ชิด
Q : โอไมครอนกับแนวโน้มปี 2565
ปี 2565 สถานการณ์การท่องเที่ยวน่าจะดีขึ้น ต่อเนื่องจากไฮซีซั่นปีนี้ไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2565 จากมาตรการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากร ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตดีขึ้น นักท่องเที่ยวเดินทางอย่างมั่นใจมากขึ้น
โดยเฉพาะตลาดในประเทศยังคงมีความสำคัญมาก ซึ่งอยากเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้มาก
รวมถึงโครงการทัวร์เที่ยวไทยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เริ่มมีโรงแรมราว 60% กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง จากที่ต้องปิดชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ และทุกโรงแรมได้มีการปรับตัว เน้นมาตรฐานความปลอดภัย ความสะอาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในยุคท่องเที่ยววิถีใหม่
ส่วนกรณีมีการตรวจพบชาวต่างชาติและคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศมีเชื้อโอไมครอนเข้ามาผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินภูเก็ตนั้น คิดว่าไม่น่ากระทบต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่มากนัก
เพราะสนามบินเชียงใหม่ไม่ได้มีการรับเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศ ที่ผ่านมามีเพียงเที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์เข้ามา 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งประเทศสิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ
และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ 95% เป็นตลาดภายในประเทศ ซึ่งจนถึงวันนี้ (20 ธ.ค. 64) ยอดจองห้องพักในช่วงปีใหม่ที่เข้ามา 90% ยังไม่มีการยกเลิกใด ๆ ปี 2565 คาดหวังว่าธุรกิจโรงแรมในเชียงใหม่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง