เชนจ์ ส่งออก สู่เป้า 4% ปั้นสินค้ารักษ์โลก BCG รับเทรนด์ใหม่
ส่งออก
ท่ามกลางปัญหาโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก การขาดแคลนแรงงาน ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แต่การส่งออกปี 2564 มีแนวโน้มจะขยายตัว 16% สร้างรายได้ 8,585,600 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 30 ปี ทั้งจากสินค้าการเกษตร สินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และสินค้าอุตสาหกรรม
ขณะที่เป้าหมายการส่งออกปี 2565 “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อเดือนธันวาคม 2564 คาดว่าจะขยายตัว 3-4% หรือมีมูลค่า 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ใกล้เคียงกับ “รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่ามีโอกาสที่จะผลักดันการส่งออกขยายตัว 4.8% มูลค่า 275,074 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยบวก-ลบส่งออก
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกตามข้อมูลของ OECD ที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 4.5% แผนจัดการแก้ปัญหาโควิดที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การนำเข้าของประเทศคู่ค้าไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น หรือสภาพยุโรป จะขยายตัวได้ดี ขณะที่ปัจจัยค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ในระดับ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ส่วนปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ปี 2565 ยังมีโอกาสขาด 1.5 แสนตู้ แต่ก็นับว่าคลี่คลายลงจากปี 2564 ที่ขาดแคลนมากกว่า 3 แสนตู้ เพราะมีการผลิตตู้คอนเทนเนอร์ป้อนตลาดโลกที่มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (e-Digital) มาช่วยหนุนสินค้าด้าน IT และผลจากการเริ่มบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 15 ประเทศ วันที่ 1 ม.ค. 2565 จะเป็นแรงหนุนการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องระวังปัญหาการขาดดุลการค้าที่จะตามมา
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ปัญหาระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ต้องแก้ปัญหาโดยการเร่งการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ มีปัญหาเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต
และปัญหาการสะดุดของ “ห่วงโซ่อุปทาน” จากการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และปิโตรเลียม อาจจะกระทบการส่งออก
รวมถึงปัญหาต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบ และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้น ตลอดจนมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) ทั้งการตรวจสอบคุณภาพสินค้าลดการปนเปื้อนของเชื้อโควิดคู่ค้า
และที่สำคัญจะมีการออกกฎระเบียบใหม่ ๆ อย่างมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Machanism-CBAM) ในสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ และไฟฟ้า เกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้
เทรนด์รักสุขภาพ-รักษ์โลก
เป็นที่น่าสังเกตว่าในปี 2565 คาดว่าจะเป็นปีที่ผู้บริโภคทั่วโลกมุ่งสู่เทรนด์การใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ตามเป้าหมายของการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่เป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050
ซึ่งเชื่อมโยงกับการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบที่เรียกว่า BCG Economy ซึ่งเป็นการประสานรวมระหว่างคำว่า ชีวภาพ (bio) หมุนเวียน (circular) และสีเขียว (green) ของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
ในภาคการส่งออกก็ต้องเตรียมพร้อมรับเทรนด์นี้ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตอนนี้เทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อมและการรักษ์โลกมาแล้ว ไม่เฉพาะคู่ค้าอย่างประเทศสหภาพยุโรปที่จะบังคับใช้ CBAM กำหนดการปล่อยคาร์บอนไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ภายในปี 2565 แต่จีนก็เริ่มตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ฉะนั้น ผู้ส่งออกก็ต้องปรับตัวผลิตสินค้าที่รับกับเทรนด์นี้
กางแผนปั้นผู้ส่งออกสินค้า BCG
สิ่งแรกที่กรมได้ดำเนินการ คือ BCG Hero หรือการรวบรวมข้อมูลผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทย 50 รายที่ผลิตสินค้าด้าน BCG ก่อน และขยับเป็น 100-200 บริษัท พร้อมจัดทำ e-Catalog
เป้าหมายเพื่อวางแผนกำหนดมาตรการส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้สอดรับกับสินค้ากลุ่มนี้ โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั้งหมด 58 สำนักงานทั่วโลก ไปรวบรวมรายชื่อผู้นำเข้าสินค้า BCG และงานแฟร์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านี้
“การที่ผู้ส่งออกไทยจะแข่งขันได้ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเอง แต่ไม่ใช่เฉพาะเอกชนเท่านั้น กรมก็ต้องทรานส์ฟอร์มการทำงานส่งเสริมการส่งออกด้วย ต้องตามเทรนด์ของโลกให้ทัน เรื่อง BCG นี่จะเป็นหมุดหมายหลักในการทำงานปีนี้ของกรม”
สำหรับสินค้า BCG มีหลายกลุ่ม อาทิ อาหาร ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ของใช้ตกแต่งบ้าน ของขวัญของชำร่วยโดยเราได้จัดทำ “เช็กลิสต์” ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบตัวเองเป็นกลุ่ม B C หรือ G ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์ HOOG, THIGG, DEESAWAT, BIOFORM, Maka, CHORKOON, YaY, Rubber Idea, labrador, THUS, RUKBATIK เป็นต้น ซึ่งแบรนด์เหล่านี้จะเป็นอินสไปร์ให้คนอื่น ๆ ให้ผลิตสินค้า BCG ต่อไป
และอนาคตจะใช้ “Thailand Trust Mark” ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองที่กรมออกให้สำหรับโรงงานที่มีการดูแสังคม ไม่ได้ใช้แรงงานเด็ก ไม่ปล่อยมลพิษ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญที่กรมคิด คือ Be the Change เรามาเปลี่ยนร่วมกัน คิดขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยผลักดันการส่งออกปี 2565 ให้ขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2564
