ติดลบไปตาม ๆ กัน ตลาดหุ้นเอเชียและยุโรป เกาะกระแสสหรัฐดิ่งตามด้วยอาการวิตกกังวลกับนโยบายสายเหยี่ยวของเฟด
วันที่ 6 มกราคม 2565 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานสถานการณ์หุ้นเอเชีย ร่วงตามตลาดในสหรัฐอเมริกา จากกรณีนักลงทุนวิตกกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะเดินหน้านโยบายตรึงเข้มทางการเงินเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
แนวโน้มที่เฟดจะใช้มาตรการเข้มข้นสายเหยี่ยว รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นและขึ้นหลายระลอก มีสูงมาก เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อและควบคุมตลาดแรงงาน
ปฏิกิริยาของนักลงทุนที่พากันเทขายหุ้นเกิดขึ้นหลังการเปิดเอกสารการประชุมเจ้าหน้าที่เฟด เมื่อวันที่ 14-15 ธ.ค. 2564 แสดงถึงความวิตกกังวลถึงภาวะราคาสินค้าที่สูงขึ้น อุปทานทั่วโลกที่ยังจำกัด และการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นวอลล์สตรีม และแนสแดค ดิ่งลงมากกว่าร้อยละ 3 ส่วนดาวโจนส์ และเอสแอนด์พี500 ทั้งสองตลาดทำสถิติดิ่งลงมากกว่าร้อยละ 1
จากนั้นตลาดเอเชียก็ดิ่งตาม ตลาดนิกเคอิของญี่ปุ่น ตกลงถึงร้อยละ 2.8 ซิดนีย์ดิ่งลงเกินร้อยละ 1 ส่วนเซี่ยงไฮ้ โซล เวลลิงตัน ไทเป มะนิลา กรุงเทพฯ และจาการ์ตา พากันร่วงลงไปตาม ๆ กัน

เช่นเดียวกับตลาดยุโรป เปิดด้วยตัวเลขติดลบ ทั้งลอนดอน ปารีส และแฟรงก์เฟิร์ต ส่วนตลาดที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่างกันหวั่นไหวไปตามๆ กัน
ราคาน้ำมันเริ่มถอยกลับหลังเห็นจีนกลับมาล็อกดาวน์หลายเมือง และกำลังประเมินอุปสงค์ทางบวกว่าจะบวกต่อไปได้หรือไม่ ส่วนบิทคอยน์ ตกลง 42,506 ดอลลาร์ เป็นการดิ่งหนักสุดนับจากเดือนธันวาคม และจากสถิติร่วงหนักสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ 69,000 ดอลลาร์.
ประมวลราคาปิดตลาด
โตเกียว – นิกเคอิ 225 ลดลง 2.9% ปิดที่ 28,487.87
ฮ่องกง – หั่งเส็ง ขึ้น 0.7% ปิดที่ 23,072.86
เซี่ยงไฮ้ – คอมโพสิต ลดลง 0.3% ปิดที่ 3,586.08
ลอนดอน – FTSE 100 ลดลง 1.2% ที่ 7,426.38