ธุรกิจโรงแรมสะดุด Test & Go จ่อปิดชั่วคราว-ปรับสู่ฮอสพิเทลอีกรอบ
ธุรกิจโรงแรมสะดุด test & go นายกสมาคมโรงแรมคาดอัตราเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศ ม.ค. 65 ร่วงเหลือ 20% จับตาผู้ประกอบการกลับมาปิดชั่วคราวกันอีกรอบ ขณะที่บางส่วนปรับโมเดลเป็น “ฮอสพิเทล-โรงแรม AQ” แล้ว ฟากผู้ประกอบการชี้ฮอสพิเทลทางรอดสร้างรายได้พยุงธุรกิจ รายใหญ่-เล็กรอประเมินสถานการณ์เข้าร่วมเพียบ
นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) และรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงแรมในเครือสุโกศล เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกการลงทะเบียนเข้าประเทศแบบ test & go ทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด และเหลือไว้เพียงรูปแบบแซนด์บอกซ์ จำนวน 4 จังหวัด/พื้นที่ คือ ภูเก็ต กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะเต่า เกาะพะงัน) และแบบ AQ (alternative quarantine) ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2564 พบว่าภาพรวมของธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มกลับมาถดถอยอีกครั้ง
คาดอัตราเข้าพัก ม.ค. 65 ร่วง
ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มียอดจองห้องพักใหม่มาเสริม ยกเว้นห้องพักที่จองไว้ล่วงหน้าก่อนออกประกาศเท่านั้น ประกอบกับนโยบายรัฐบาลที่ขอความร่วมมือคนไทยให้ลดการเดินทาง ทำให้อัตราการจองห้องพักเฉลี่ยปรับตัวลดลง โดยคาดว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศในเดือนมกราคม 2565 นี้จะอยู่ในระดับประมาณ 20% ลดลงจากอัตราเฉลี่ยที่ 37% ในเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา
“ที่สำคัญพีกซีซั่นการเดินทางของต่างชาติเริ่มชะลอตัวลงแล้ว ซึ่งจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงตามฤดูกาล โดยตลาดยุโรป อเมริกา ส่วนใหญ่จะเดินทางในช่วงฤดูหนาวของพวกเขาเป็นหลัก” นางมาริสากล่าว
นอกจากนี้ ประเด็นที่หลายประเทศซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงประเทศไทยเองที่เปลี่ยนนโยบายการเดินทางเข้า-ออกประเทศไปมา ทำให้เหลือเพียงกลุ่มที่มีความจำเป็นในการเดินทางและมีกำลังซื้อสูงจริง ๆ เท่านั้น
ธุรกิจส่อ “ปิดชั่วคราว” อีกรอบ
นางมาริสากล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ประเมินว่าจะทำให้เจ้าของโรงแรมและผู้บริหารโรงแรมบางส่วนพิจารณาเพื่อกลับมาปิดให้บริการชั่วคราว หรือปรับลดพื้นที่สำหรับการให้บริการลูกค้าอีกครั้ง โดยเฉพาะโรงแรมในระดับไฮเอนด์ หรือโรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไป ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นต่างชาติ
“ตอนที่รัฐบาลประกาศนโยบายเปิดประเทศ และมีการเข้าประเทศแบบไม่กักตัว หรือ test & go ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดท่องเที่ยวต่างทยอยเพิ่มการจ้างงาน และกลับมาเปิดให้บริการกันในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แต่หลังจากนี้ดีมานด์ของในต่างประเทศหายไปอีกครั้ง พวกเขาจะอยู่รอดกันอย่างไร” นางมาริสากล่าว
และว่า ส่วนตลาดคนไทยนั้นให้เดินทางมากขึ้นอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเติมให้ซัพพลายที่มีอยู่รอดได้ โดยเฉพาะตลาดกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ มูลค่าการลงทุนสูง และพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก
ปรับแผนสู่ “ฮอสพิเทล-AQ”
นางมาริสากล่าวต่อไปอีกว่า ขณะเดียวกันยังพบว่าผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วนเริ่มกลับมาทบทวนนโยบายและพิจารณาเข้าร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อปรับโรงแรมเป็นฮอสพิเทล (hospitel) สำหรับรองรับผู้ติดเชื้อโควิดอาการไม่รุนแรง หรือไม่มีอาการ รวมถึงปรับตัวเป็นโรงแรมกักตัว หรือ AQ (alternative quarantine) อีกครั้ง เพื่อหารายได้มาพยุงธุรกิจในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปัจจุบัน
“ส่วนตัวมองว่าโอกาสหลักน่าจะเป็นรูปแบบของฮอสพิเทลมากกว่า เพราะเงื่อนไขการเข้ามาแบบกักตัวของโรงแรม AQ นั้นน่าจะมีจำนวนที่น้อยลง เพราะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนตามเงื่อนไข ส่วนคนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็คงไม่อยากเข้ามากักตัวในห้อง ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะเข้ามาแบบแซนด์บอกซ์มากกว่า ซึ่งเราก็มีพื้นที่รองรับใน 4 จังหวัดของภาคใต้” นางมาริสากล่าว
และว่า สถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมหลังจากนี้เหมือนวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเมื่อ 5-6 เดือนที่ผ่านมา หรือเมื่อครั้งเริ่มเปิดประเทศภายใต้โมเดล “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” และ “สมุยพลัส” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 เพียงแต่อาจจะดีกว่าเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงดังกล่าวเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์การเดินทางของตลาดในประเทศ
“ไทยเที่ยวไทย” ความหวังปี’65
นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ต้องยอมรับว่าปีนี้ตลาดหลักของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมของไทยคือ นักท่องเที่ยวจีนยังไม่มีนโยบายออกเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ ดังนั้นตลาดหลักสำหรับปี 2565 คือ ตลาดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ domestic tourism เช่นเดียวกับปี 2564 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสำหรับปีนี้ยังคงคาดการณ์ยาก โดยประเมินดีที่สุดคือ โควิดโอมิครอนจบในช่วงไตรมาส 1 และสามารถกลับมาเปิดประเทศในรูปแบบ test & go ได้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ก็จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ตลาดในโซนยุโรป อเมริกา รัสเซีย จะเริ่มทยอยกลับมาในไตรมาส 3 เป็นต้นไป
“ฮอสพิเทล” ทางรอดธุรกิจ
แหล่งข่าวจากโรงแรมย่านบางนากล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการฮอสพิเทล (hospitel) แล้ว โดยขณะนี้เปิดให้บริการส่วนที่เป็นฮอสพิเทลทั้งสิ้น 100 ห้อง หรือ 200 เตียง จากจำนวนทั้งสิ้นราว 420 เตียง
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับทางโรงพยาบาลคู่สัญญาว่าจะมีการขอเข้าใช้พื้นที่อย่างเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันทางโรงพยาบาลกำลังประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ และจะได้รับความชัดเจนในช่วงวันที่ 20 มกราคมนี้” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า สำหรับรายได้จากการให้บริการฮอสพิเทลรอบนี้มีจำนวนลดลงจากครั้งที่ผ่านมา โดยโรงแรมจะมีรายได้ราว 500 บาทต่อคนต่อคืน ต่างจากครั้งก่อนหน้าที่มีรายได้ราว 600-700 บาทต่อคนต่อคืน และปัจจุบันข้อกำหนดในการเข้าพักฮอสพิเทลของผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ที่ 7 วัน
“ก่อนหน้านี้ โรงแรมเคยเปิดให้บริการเป็นฮอสพิเทล แต่เมื่อสถานการณ์โควิดผ่อนคลายมากขึ้น โรงแรมได้ปรับเปลี่ยนมาเปิดให้บริการกักตัวรูปแบบ test and go แต่เมื่อทางรัฐบาลประกาศยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศรูปแบบดังกล่าว ทำให้โรงแรมขาดรายได้ นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบของโรงแรมมีภาวะซบเซา และค่าใช้จ่ายทั้งจากเงินเดือนพนักงานและส่วนอื่น ๆ ยังคงมีอยู่ ดังนั้น ฮอสพิเทลจึงกลายเป็นทางออก เพื่อพยุงกิจการของโรงแรม” แหล่งข่าวกล่าว
รอประเมินสถานการณ์อีกเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากโควิดโอมิครอนกลับมาแพร่ระบาดใหม่อีกระลอก ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งกลับมาทบทวนนโยบายเพื่อเปิดโรงแรมรองรับผู้ป่วยติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง ภายใต้โมเดล “ฮอสพิเทล” กันอีกครั้ง
โดยมีผู้ประกอบการโรงแรมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อและอยู่ระหว่างการเจรจากับโรงพยาบาลคู่สัญญาเพื่อกลับมาให้บริการฮอสพิเทลอีกจำนวนมาก
สอดรับกับแหล่งข่าวจากโรงแรมบริเวณสามย่านที่กล่าวว่า โรงแรมพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอด โดยในช่วงการระบาดก่อนหน้านี้ก็เคยเปิดให้บริการฮอสพิเทล จากนั้นได้ปรับเปลี่ยนมารองรับบริการ test and go แต่เมื่อมีการประกาศยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศประเภท test and go และ sandbox พื้นที่กรุงเทพฯ โรงแรมจึงมีแผนที่จะกลับมาเปิดให้บริการฮอสพิเทลอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้ (16-17 มกราคม 2565)
“สำหรับในส่วนของรายรับของโรงแรมนั้น ครั้งนี้ทางโรงพยาบาลขอปรับค่าใช้จ่ายต่อหัวลดลงราว 10-15% เมื่อเทียบกับการเปิดเป็นฮอสพิเทลในรอบก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
