ถึงเวลาล้อมคอก… ธุรกิจประกัน ?
ชั้น 5
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
การเตรียมเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ “อาคเนย์ประกันภัย” กำลังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย
เป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า แม้แต่ธุรกิจของระดับ “เจ้าสัว” ยังไปไม่ไหว
ไม่สามารถต่อสู้กับการรับประกันโรคอุบัติใหม่แบบ “เจอ จ่าย จบ” ได้อีกต่อไป
เพราะทำไปก็จะมีแต่ “เจอ จ่าย… เจ๊ง” ตามรอย 2 บริษัทก่อนหน้านี้ คือ เอเชียประกันภัย และเดอะ วัน ประกันภัย ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว
โดยหากดูสถิติตัวเลขการเคลมประกันล่าสุด จนสิ้นปี 2564 พบว่า ยอดจ่ายค่าสินไหมทดแทนอยู่ที่ 39,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือน พ.ย. 2564 เกือบ 3,000 ล้านบาท (ปัจจุบันคาดว่าทะลุ 40,000 ล้านบาทไปแล้ว)
ซึ่งบริษัทประกันที่มีภาระจ่ายเคลมประกันโควิด สัดส่วนรวมกันกว่า 70-80% ของภาพรวมประกันโควิดทั้งหมด มี 6 บริษัทด้วยกัน ได้แก่
1.อาคเนย์ประกันภัย จ่ายเคลมไปมากที่สุดที่ 7,500 ล้านบาท
2.สินมั่นคงประกันภัย จ่ายเคลมไปแล้ว 6,800 ล้านบาท
3.วิริยะประกันภัย จ่ายเคลมไปแล้ว 5,700 ล้านบาท
4.เอเชียประกันภัย จ่ายเคลมไปแล้ว 4,500 ล้านบาท
5.เดอะ วัน ประกันภัย จ่ายเคลมไปแล้ว 4,000 ล้านบาท
และ 6.กรุงเทพประกันภัย จ่ายเคลมไปแล้ว 3,500 ล้านบาท
จะว่าไป เรื่องนี้ก็มองได้หลายมุม โดยคนทั่วไปก็จะมองว่า ทีตอนขายได้กำไร ก็ไม่เห็นมีใคร (บริษัทประกัน) ออกมาโวยวายอะไร แต่เมื่อสถานการณ์พลิกกลับ บริษัทประกันภัยก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เอาประกันภัยตามสัญญาที่ทำกันไว้
ขณะที่ในมุมของบริษัทประกันก็คิดว่า จะสามารถบอกเลิกกรมธรรม์ได้ เมื่อความเสี่ยงมีมากขึ้น แต่เมื่อทำไม่ได้ ความคุ้มครองยังไม่หมดอายุ แล้วสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่จบ แต่ละบริษัทก็ต้องแบกรับกันไป
อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทที่กลับตัวได้เร็ว มีการหยุดขายกรมธรรม์โควิดประเภท “เจอ จ่าย จบ” ก่อนที่จะบานปลาย แล้วเปลี่ยนไปขายกรมธรรม์โควิดแบบ “โคม่า” แทน
แล้วก็มีบางบริษัทสามารถทำประกันภัยต่อ (รีอินชัวรันซ์) ออกไปได้บางส่วน ทำให้ไม่ต้องแบกความเสี่ยงทั้งหมดไว้เอง
นับได้ว่าบริษัทเหล่านั้น สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี
ที่ผ่านมา ก็มีเสียงเตือนของผู้รู้ในวงการว่า กรมธรรม์โควิดแบบ “เจอ จ่าย จบ” เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการบริการความเสี่ยงไม่ดีนัก ที่สำคัญ ไม่มีระบบประกันภัยต่อมารองรับ บริษัทประกันต่าง ๆ จึงต้องแบกความเสี่ยงทั้งหมดไว้เอง ทำให้เจอผลกระทบกันไปหมด
ในที่นี้ คงไม่ได้ไปชี้ว่า ใครผิด ใครถูก แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมประกันภัยคิดว่า คงต้องมาทบทวนบทเรียนกันครั้งใหญ่ เพื่อเดินไปข้างหน้าต่อ อย่างเช่น เกณฑ์การประเมินความเสี่ยง ต้องเข้มข้นขึ้นไหม หรือการทำสัญญาประกันภัยต้องรัดกุม ตลอดจนต้องบอกผู้เอาประกันภัยให้ครบถ้วน (มากกว่าให้ไปอ่านเอง) หรือเปล่า
และอีกหลาย ๆ ประเด็นที่คงต้องล้อมวงคุยกัน เพื่อแก้ปัญหา เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ขาดความมั่นใจกับระบบประกันภัยไทย
ถึงจะเป็นการเกิดปัญหาแล้วล้อมคอก ก็ยังดีกว่าปล่อยเอาไว้เช่นเดิม