น้ำมันดิบรั่วกลางทะเลครั้งล่าสุดที่จังหวัดระยอง ไม่ใช่ครั้งแรก และแน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
กรมเจ้าท่า (จท.) ในฐานะหน่วยงานรักษาการตามพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย มีบทบาทสูงในการร่วมเป็นหนึ่งในทีมเผชิญเหตุ
ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่มีเหตุการณ์หนัก ๆ แรง ๆ แบบนี้ lesson learned หรือบทเรียนในการกู้วิกฤตเป็นองค์ความรู้สำคัญ และน่าชื่นชมที่เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว จังหวัดระยอง ไม่ว่าปริมาณน้ำมันจะมี 5 หมื่น หรือ 4 แสนลิตรก็ตาม ผลงานกู้สถานการณ์ครั้งนี้จบลงภายในเวลา 6 วัน
น้ำมันรั่ว “คค.” สั่งการสูงสุด
จุดเกิดเหตุคือ บริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล (SPM-Single Point Mooring) ของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ละติจูด 12 องศา 29.3 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 11.76 ลิปดาตะวันออก ตั้งอยู่ในท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง
เหตุเกิดกลางดึก 21.06 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2565 ทางกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน ภายใต้แผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ 2545 เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและความรับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน ในการขจัดมลพิษทางน้ำและยกระดับเหตุน้ำมันรั่วในน่านน้ำ ให้เป็นเหตุการณ์รุนแรงระดับชาติ เพราะสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรและประชาชน มีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนรวม 8 องค์กรด้วยกัน
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ “คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน” เป็นผู้สั่งการสูงสุด มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) เป็นประธาน แบ่งโครงสร้างหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้
1.คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน เป็นหน่วยงานสั่งการหลัก 2.กรมเจ้าท่า จัดตั้งศูนย์ประสานงาน 3.กองทัพเรือ, กรมเจ้าท่า จัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ 4.กองทัพเรือ, กรมเจ้าท่า, ส่วนราชการจังหวัด, กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ทำหน้าที่หน่วยปฏิบัติการ
และ 5.กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นหน่วยสนับสนุน
โดย “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม และ “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” รมช.คมนาคม มอบหมายให้กรมเจ้าท่า เร่งดำเนินการขจัดคราบน้ำมันเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565
รุนแรง Tier 2 ขอทัพเรือช่วย
“ภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์” รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านความปลอดภัย ในฐานะผู้อำนวยการ ศปส.จท. ระบุว่า เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วเกิดขึ้นขณะขนส่งน้ำมัน จุดเกิดเหตุบริเวณทุ่นและน้ำมันกลางทะเล SPM หลังรับแจ้งแล้วมีการจัดตั้ง ศปส.จท. โดยความรุนแรงของปัญหาอยู่ระดับ Tier 2 (ระดับที่มีกองทัพเรือเข้ามาเป็นหน่วยบัญชาการ)
หน่วยงานหลัก กองทัพเรือ จังหวัดระยอง กรมเจ้าท่า IESG บริษัท SPRC ฯลฯ โดยได้รับสนับสนุนเรือขจัดคราบน้ำมัน มีการลาดตระเวนตรวจสอบคราบน้ำมันในทะเล ฉีดพ่นน้ำยา ร่วมกับวิธีล้อมทุ่น ตรวจวัดคุณภาพน้ำ ขอการสนับสนุนเรือและอุปกรณ์ขจัดมลพิษจากเอกชน
กรมเจ้าท่า ผู้เสียหายตาม กม.
กรมเจ้าท่า ในฐานะผู้เสียหายในฐานความผิดของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กรณีน้ำมันรั่วไหลจากทุ่นผูกเรือน้ำลึกหรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) จนคดีถึงที่สุด
โดยฐานความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดมลพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือต่อสิ่งแวดล้อม หรือเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ อันเป็นความผิดตามมาตรา 119 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535
และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะร่วมประเมินความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนแจ้งกรมเจ้าท่า
ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของน้ำมันที่เข้าสู่ชายฝั่ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบนิเวศ การช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูนั้นจะได้ตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การท่องเที่ยว ชาวประมง หากมีจะดำเนินการเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดจริง โดยจะมีหน่วยที่รับผิดชอบตอบข้อสอบถามความเสียหาย รวมถึงช่องทางการให้ผู้ได้รับผลกระทบร้องทุกข์ตามช่องทางที่จัดหาให้ต่อไป

ห่วงปะการัง-หญ้าทะเล
“พลเรือตรีอาทร ชะระภิญโญ” รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะ ผอ.ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน กล่าวว่า กองทัพเรือมีการจัดตั้งวอร์รูมที่สัตหีบ ขจัดน้ำมันรั่วไหลทางทะเล โดยศูนย์ประชุมวางแผนกลยุทธ์วันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00 กับ 16.00 น.
สภาพปัญหา ณ วันที่ 26 มกราคม คราบน้ำมันอยู่ห่างจากชายฝั่งที่ทุ่นรับน้ำมัน 12 ไมล์ทะเล จากการคำนวณประมาณการว่าน้ำมันเคลื่อนตัวแนวตะวันออกเฉียงเหนือค่อนไปทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด การเคลื่อนตัวไปทางไหนก็สุดแท้แต่กระแสลม
วันที่ 27 มกราคม น้ำมันร่นเข้ามาห่าง 4-5 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง แต่ปริมาณลดลง มีการใช้เรือผิวน้ำวิ่งและชี้เป้าให้เรือกำจัดผิวน้ำมัน
28 มกราคม การเคลื่อนที่น้ำมันเริ่มช้า เพราะเริ่มเป็นฟิล์มบาง ๆ เรามีวัตถุประสงค์ว่าทำจำนวนน้ำมันให้น้อยที่สุด อาจจะมีบ้างที่เหลือน้ำมันฟิล์มบาง ๆ โดยคราบน้ำมันอาจมีขึ้นฝั่งบ้างที่หาดแม่รำพึง ความยาวหน้าหาด 200 เมตร
ขณะเดียวกันบนฝั่งก็เตรียมการโดยกองทัพเรือเตรียมกำลังคน 1,200 นาย กองกำลังต่อสู้อากาศยาน มีเจ้าหน้าที่บริษัทอีก 600 นาย เป็นกำลังเสริม กระทั่งเช้า 31 มกราคม การตรวจสอบด้วยอากาศยานกองทัพเรือตั้งแต่หาดแม่รำพึง อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกทั้งหมด 17 จุด ไม่พบคราบน้ำมันเลย จุดโฟกัสอยู่ที่เกาะเสม็ดที่มีการตรวจสอบความยาว 1,000 เมตร
“เป็นที่น่ายินดี ตั้งแต่ปฏิบัติการมา เรามีการฝึกร่วมกันกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เมื่อก่อตั้ง ศปส.แล้ว เราทำงานได้ทันที ปัจจุบันไม่ได้รับรายงานมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต อาจมีนิดเดียวโดนแมลงกัดต่อย ณ ปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยมีความปลอดภัยทุกคน”
ทั้งนี้ บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด มีโครงการตามพระราชดำริของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระองค์ท่านก็มีความห่วงใย ทางกองทัพเรือส่งหน่วยทีมเฉพาะกิจ กองเรือยุทธการ 642 มีนักดำน้ำ ชุดปฏิบัติการพิเศษและเรือยางเข้าพื้นที่วันนี้ (31 มกราคม) เพื่อสำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานว่าระบบนิเวศใต้ทะเลมีหญ้าทะเลและปะการังมีความเสียหายมากน้อยอย่างไร
รอง ผวจ.ระยองย้ำไม่ได้สั่งปิด
ขณะที่ “ยุทธพล องอาจอิทธิชัย” รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ชี้แจงว่า ปัจจุบันการทำความสะอาดชายฝั่งสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพบคราบน้ำมันชุดใหม่ที่จะเข้ามา หน่วยเผชิญเหตุทั้งรัฐและเอกชนพร้อมดำเนินการเข้าแก้ไขทันที
“ผมขอย้ำว่า จังหวัดระยองไม่มีการสั่งปิดใด ๆ ไม่ว่าร้านอาหาร ประมงพื้นบ้าน เพียงแต่เรามีข้อแนะนำคำเตือนเรื่องการเล่นน้ำชายหาด คราบน้ำมันอาจมีพิษต่อร่างกาย เพื่อความปลอดภัยควรหลีกเลี่ยง ส่วนด้านประมง ผมประสานประมงจังหวัด ไม่ได้ห้าม แต่มีคำเตือน ช่วงนี้ไม่ควรทำประมงในบริเวณที่มีคราบน้ำมันหรือมีส่วนผสมน้ำมัน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง ซึ่งจังหวัดระยองมีการประกาศเขตมลพิษจากน้ำมันดิบรั่วไหล ปัจจุบันควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว”
ตรวจยิบคุณภาพน้ำ-อากาศ
ถัดมา “อาวีระ ภัคมาตร์” ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังมีการตรวจสอบมลพิษในทะเลโดยสื่อโซเชียล หากพบคราบน้ำมันแล้วแจ้งเข้ามา เรามีหน่วยเคลื่อนที่เร็วสามารถเก็บกู้ได้อย่างเรียบร้อยภายใน 10-20 นาที โดยฝากถึงประชาชนผู้พบเห็นคราบน้ำมัน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญไปจัดเก็บ เพราะถ้าจัดเก็บเองอาจจัดการไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ หลายพื้นที่ห่วงใยคุณภาพน้ำทะเล กรมได้ติดตามคุณภาพน้ำตั้งแต่หาดพะยูน หาดสีธาดา หาดแสงจันทร์ หาดแม่รำพึง 1-2 บริเวณเขาแหลมหญ้า ถึงเกาะเสม็ด บางจุดไม่ก่อให้เกิดอันตราย และยืนยันว่า คุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่างจากปกติไปมากนัก ยกเว้นบริเวณที่คราบปิโตรเลียมเกยขึ้นชายหาด รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพอากาศเพราะมีการพูดถึงกลิ่นระเหย เนื่องจากคราบน้ำมันเป็นสารปิโตรเลียม
“เราพยายามให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด”
ผลกระทบต่อเนื่อง 2-3 ปี
“ดร.พรศรี สุทธนารักษ์” รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรมมีอำนาจหน้าที่ดูแลทรัพยากร ไม่ว่าคุณภาพน้ำ ชายฝั่ง ปะการังและหญ้าทะเล มีติดตามตรวจสอบบริเวณชายฝั่งทะเล 22 กิโลเมตรรอบหาดแม่รำพึง ตรวจสอบคุณภาพน้ำเกาะเสม็ดหลาย ๆ อ่าว ซึ่งมีพื้นที่ปะการัง 1,700 ไร่ กับหญ้าทะเล 2,100 ไร่ โดยมีข้อสั่งการจาก รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าต้องป้องกันสูงสุด
“เรือเล็กลาดตระเวนของเราติดตามตรวจสอบตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น.ทุกวัน บางวันมีคนแจ้ง 3-4 ทุ่ม เราก็ออกลาดตระเวนเช่นเดียวกัน”
ประเด็นที่คนให้ความสนใจคือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยกรมได้ร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท SPRC วันที่ 27 มกราคม ที่สถานีตำรวจมาบตาพุด ความเสียหายเบื้องต้นทางบริษัทประกาศความรับผิดชอบในด้านค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งต้องรวมถึงความเสียหายระยะยาวที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติในทะเลและใต้ทะเล
“เรื่องการฟื้นฟูก็สำคัญมาก ชายหาดที่มีการปนเปื้อนจะต้องมีการฟื้นฟู ส่วนจะฟื้นฟูยังไงต้องประชุมหารือร่วมกันในคณะทำงาน คาดการณ์ว่าผลกระทบจะมีไปถึงอีก 2-3 ปี ต้องมีแผนติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างต้องทำให้รัดกุมและป้องกันสูงสุด”
ปกป้องเม็ด 8.7 หมื่นไร่
สุดท้ายที่ “ธวัชชัย เจนการ” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เปิดประเด็นว่า อุทยานเสม็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ
พื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 87,000 ไร่ เป็นพื้นที่ทางทะเลส่วนใหญ่ 75,000 ไร่ มีพื้นที่หญ้าทะเล 1,600 ไร่ ปะการังใต้ทะเลมีความหลากหลาย มีนักท่องเที่ยวมาเยือนแต่ละปีจำนวนมาก สร้างรายได้การท่องเที่ยวให้กับคนในพื้นที่
“ท่าน รมว.วราวุธ ศิลปอาชา ลงพื้นที่เกาะเสม็ด มีความเป็นห่วงอ่าวพร้าว เราจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทั้งคืนยังไม่เจอคราบน้ำมันแต่อย่างใด ตอนนี้ผลกระทบมีเฉพาะหาดแม่รำพึง ที่อื่นไม่พบคราบน้ำมัน”
โดยอุทยานได้ดำเนินการแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองระยอง ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานและคุณภาพสิ่งแวดล้อม หลังจากนี้จะประเมินความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งละเอียดอ่อนและประเมินยาก และ …“เราคงแจ้งความเพิ่มเติมให้บริษัทร่วมรับผิดชอบต่อไป”