Skip to content

อาคมเผย “เจอจ่ายจบ” กระทบธุรกิจประกัน กำชับคปภ. คุ้มครองผู้เสียหาย

11 ก.พ. 2565 | 14:48น.
อาคมเผย “เจอจ่ายจบ” กระทบธุรกิจประกัน กำชับคปภ. คุ้มครองผู้เสียหาย

รมว.คลัง เผย “เจอจ่ายจบ” กระทบธุรกิจประกัน กำชับ คปภ. คุ้มครองผู้เอาประกันทุกราย พร้อมแนะแนวทางดำเนินธุรกิจประกันภัยสอดคล้องทิศทางอนาคต คำนึงสินทรัพย์ดิจิทัล-สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน-สังคมสูงวัย

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศกับบทบาทของประกันภัยในยุค New Normal” ในงานพิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 10 ว่า

ธุรกิจประกันทั้งวินาศภัยและประกันชีวิตของไทย เติบโตและเข็มแข็งมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแหล่งระดมเงินออมของประเทศ ดังนั้นเชื่อว่าระบบประกันของไทย ยังมีความมั่นคงและประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในระบบประกัน

อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้บริษัทประกันได้รับผลกระทบ ซึ่งคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)​ ต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องคุ้มครองผู้เอาประกันทุกราย โดยยอมรับว่า ประกันเจอจ่ายจบโควิด มีผลกระทบต่อธุรกิจประกัน ซึ่งคปภ. ได้เสนอแนะให้ 2 บริษัทปิดกิจการ ส่วนที่เหลือขอคืนใบอนุญาตบริษัทประกันนั้น อยู่ระหว่างหารือกัน และประสานงานขอใบอนุญาตคืน

“เงื่อนไขต่างๆ ในหลักการคุ้มครองผู้เอาประกันก็ได้กำหนดไว้อย่างรัดกุม ซึ่งกรณีที่ คปภ. สั่งปิด 2 บริษัท เป็นภาระหน้าที่ของกองทุนฯ ที่จะเข้าไปดูแล แต่กรณีขอใบอนุญาตคืน บริษัทประกันจะต้องดำเนินการให้รอบดาน เช่น ผู้ขอคืนประกันจะต้องได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน เป็นต้น”

นายอาคม กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก ทุกธุรกิจต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ดังนั้นธุรกิจประกัน ก็ต้องพัฒนาเป็นแอปพลิเคชั่น ที่สามารถเช็คประกัน โอนประกัน ผ่านมือถือได้ เพื่อให้ผู้เอาประกันได้เข้าถึงบริการ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ และในอนาคตระบบการเงินของโลกจะเปลี่ยนไป สินทรัพย์ดิจิทัลจะเข้ามา ซึ่ง คปภ. ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อภาคประกันในอนาคต

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ผ่านธุรกิจประกันก็ได้ช่วยในเรื่องโครงการประกันพืชผลเกษตรกร เช่น การประกันรายได้ข้าว และข้าวโพด ระยะต่อไปก็ต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าไปดูแลอีก

รวมทั้งปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ธุรกิจประกันภัยจะต้องมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และจะต้องทำให้มีประสิทธิภาพเพื่อดูแลประชาชน

พร้อมกันนี้ อนาคตประชาชนเข้าสู่สังคมสูงวัย ในปีนี้สัดส่วนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมี 20% ของจำนวนประชากร ฉะนั้น เมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น แต่หากไม่มีการออมบั้นปลายชีวิตจะมีรายได้สำหรับใช้จ่ายไม่เพียงพอ และจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดูแล และจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องกับกำลังแรงงาน โดยภาคเอกชนจะมีการปรับตัวนำการใช้หุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น ฉะนั้น ธุรกิจประกันจะต้องมีการพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคตด้วย