เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เลขา EEC เผย เอกชน แย้มขยายเดินรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ต่อ แม้หมดสัญญา 30 ก.ย.นี้
Politics เลขา EEC เผย เอกชน แย้มขยายเดินรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ต่อ แม้หมดสัญญา 30 ก.ย.นี้
ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,850 บาท
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ไทวุฒิ ขันแก้ว’ เป็นปลัด กทม. คนที่ 23
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ไทวุฒิ ขันแก้ว’ เป็นปลัด กทม. คนที่ 23
เปิดไฮไลท์ร่าง PDP2026 ปรับโฉมไฟฟ้าไทย ดันพลังงานสะอาด 65–89% สู่ Net Zero ปี 2593
Economic เปิดไฮไลท์ร่าง PDP2026 ปรับโฉมไฟฟ้าไทย ดันพลังงานสะอาด 65–89% สู่ Net Zero ปี 2593
ครม.ตั้ง ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ เป็นโฆษกรัฐบาล
Politics ครม.ตั้ง ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ เป็นโฆษกรัฐบาล
ศุภจี คาดดีลภาษีสหรัฐ 1 สัปดาห์ชัดเจน ชี้ถ้าจบต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’
Politics ศุภจี คาดดีลภาษีสหรัฐ 1 สัปดาห์ชัดเจน ชี้ถ้าจบต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’
คพ. เผยกำจัดน้ำเสีย–ตะกอนน้ำมันดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม 9 แล้วเสร็จ ค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์
Economic คพ. เผยกำจัดน้ำเสีย–ตะกอนน้ำมันดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม 9 แล้วเสร็จ ค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์
ITD ชี้ ไทยขึ้นแท่นจุดเชื่อมอาเซียนยุคใหม่ EV-ชิป-ฮาลาล-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว 
Economic ITD ชี้ ไทยขึ้นแท่นจุดเชื่อมอาเซียนยุคใหม่ EV-ชิป-ฮาลาล-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว 
วราวุธ ลั่นล้างบางขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเถื่อน
Politics วราวุธ ลั่นล้างบางขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเถื่อน
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจไทยหลังโควิด ตามรอยเอเชีย หรือติดหล่มละติน ?

18 ก.พ. 2565 | 21:40น.
หมอชิต แบกเสบียงกลับกรุงหลังหยุดยาว ลดค่าครองชีพภาวะเศรษฐกิจฝืด
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยกัน
ผู้เขียน : ดร.นครินทร์ อมเรศ
ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ 
ธนาคารแห่งประเทศไทย

หากเทียบเศรษฐกิจกับชีวิตคน เราย่อมอยากเห็นคนเจริญเติบโตจากวัยเด็กสู่วัยทำงาน สร้างครอบครัวและชราลงอย่างมีคุณภาพ ในด้านเศรษฐกิจก็เช่นกัน เมื่อก้าวเข้าสู่สถานะกำลังพัฒนา หรือการมีรายได้ปานกลาง เราคงคาดฝันให้เศรษฐกิจโตยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศรายได้สูง

การเรียนรู้บทเรียนของประเทศอื่นที่เดินบนเส้นทางเดียวกันมาก่อนหน้า จะช่วยให้เราได้ทบทวนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางใด บทความนี้จึงขอแบ่งออกเป็นสองส่วน เริ่มจากมองภาพรวมระหว่างประเทศ แล้วจึงเจาะลึกลงที่เส้นทางของไทย

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ยั่งยืนเสมอไป เห็นได้จากการทบทวนตัวอย่างของประเทศที่ก้าวเข้าสู่สถานะกำลังพัฒนาหลังปี 1950 เป็นต้นมา โดยจำแนกออกได้เป็นสามกลุ่ม

1) กลุ่มเรียนจบ – ต่อยอดการพัฒนาจนกลายเป็นประเทศรายได้สูง เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญที่รู้จักกันดีตามทฤษฎีฝูงห่านป่า โดยมีญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูง ตามด้วยห่านป่าระลอกสอง คือ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ประเทศเอเชียเหล่านี้ได้บินฝ่าคลื่นลมวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในโลกและภูมิภาค จนบางช่วงบางตอนอาจเผชิญกับการชะลอตัวลง บางครั้งเจอกับทศวรรษทางเศรษฐกิจที่สูญหาย แต่ก็ยังยืนยงคงความเป็นประเทศพัฒนาแล้วไว้ได้ เหมือนคนที่เรียนจบการศึกษาแล้วมีคุณวุฒิติดตัว ไม่ต้อง
กลับเข้าโรงเรียนอีก

2) กลุ่มติดหล่ม – ผ่านช่วงเวลาก้าวเข้าสู่ฐานะกำลังพัฒนามาเนิ่นนาน แต่ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถพุ่งทะยานทะลุเพดานได้ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน อาทิ อาจารย์ Eichengreen และคณะเห็นว่าหากประเทศไม่สามารถก้าวผ่านเส้นรายได้ต่อหัวสำคัญ คือ 10,000 เหรียญ และ 15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดตามมูลค่าที่แท้จริงในปี 2005 แล้ว ประเทศเหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะ “ติดหล่ม” อยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

น่าสังเกตว่าเส้นรายได้ต่อหัวที่แท้จริงนี้ ไม่อาจก้าวข้ามได้ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในลักษณะ “ประชานิยม” ตามที่หลายประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาเคยกระทำ เพราะรายได้ต่อหัวที่แท้จริงคำนวณจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อของประเทศ ซึ่งการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตเกินระดับศักยภาพในช่วงสั้น ๆ จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่และทำให้ราคาสินค้าและบริการรวมทั้งค่าเงินไม่สะท้อนฐานะพื้นฐานทางเศรษฐกิจจึงสร้างผลกระทบเชิงลบในระยะยาว เป็นบทเรียนให้ประเทศอื่นระมัดระวังไม่ติดกับดักดังกล่าว

3) กลุ่มไปต่อ – ก้าวผ่านเส้นแบ่งรายได้ปานกลางมาไม่นานเทียบกับสองกลุ่มก่อนหน้า จึงยังอยู่บนทาง “สองแพร่ง” ของการเดินตามรอยกลุ่มเรียนจบ หรือติดกับดักเหมือนกลุ่มติดหล่ม ประเทศที่มีความโดดเด่นในกลุ่มนี้ คือ มาเลเซีย ซึ่งเดิมคาดว่าจะเดินหน้าผ่านเส้น 15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และทะยานไปเป็นประเทศรายได้สูงไม่ยากนัก อย่างไรก็ดี วิกฤตโควิดและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในทศวรรษที่ผ่านมาทำให้มาเลเซียต้องรอไปก่อน

Advertisement

ไทยเองก็อยู่ในกลุ่มสุดท้ายนี้ แต่มีข้อน่ากังวลไม่น้อย คือ หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตอย่างช้า ๆ ในอัตราเดียวกับค่าเฉลี่ยในช่วงสิบปีหลัง เรียกว่ากรณี ไทยไปเรื่อย เราจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น “ไทยติดหล่ม” เพราะมีตัวเลขใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันของกลุ่มติดหล่ม

ทั้งนี้ ไทยยังอยู่บนทางสองแพร่งของการพัฒนา หากใช้ข้อสมมุติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ไทยยกระดับเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2037 หรือเรียกว่ากรณี “ไทยเรียนจบ” นั้น

จะพบว่าเราต้องเร่งให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษที่เหลืออยู่ เป็นการเติบโตที่ถือได้ว่าเร็วยิ่งกว่าตัวเลขการเติบโตของกลุ่มห่านป่าเอเชีย ที่อาจเรียกเป็นกรณี ไทยตามรอย จึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่งยวดแล้วไทยจะเดินหน้าประเทศได้อย่างไร

สามโอกาสเดินหน้าเศรษฐกิจไทย คือ ดิจิทัล green และการพัฒนาเชิงพื้นที่ การเกิดวิกฤตโควิดย่อมทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกหยุดชะงัก และหดตัวลงในช่วงสั้น ๆ ประเทศไทยเองได้รับผลกระทบมากและใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น

เพราะเราพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก อย่างไรก็ดี โควิดได้นำมาซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นสามโอกาสให้เราใช้เป็นสปริงบอร์ดในการทะยานขึ้นสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้เช่นกัน

1) โอกาสจากดิจิทัล : ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลสูงมาก โดยรายงานของ Google Temasek และบริษัท Bain ระบุว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตกว่าเท่าตัวเทียบก่อนและหลังโควิด จากยอดใช้จ่าย e-Commerce เป็นสำคัญสอดรับกับกระแสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้างตามการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการคนละครึ่ง

2) โอกาสจาก green : ประเทศไทยมีธุรกิจขนาดใหญ่ 25 รายได้รับเลือกให้อยู่ใน DJSI-Dow Jones Sustainability Indices ทั้งธุรกิจพลังงาน ขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการรายย่อยจำนวนมาก ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้จึงสามารถถ่ายทอดการรับปฏิบัติตามมาตรฐานสีเขียวในระดับโลกไปสู่คู่ค้า supplier ต่าง ๆ

โดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ เราจะเห็นถึงโอกาสในการส่งออก carbon credits จากการที่ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติมาก โดยพบว่าธุรกิจไทยขนาดใหญ่เริ่มติดต่อขอซื้อ carbon credits จากเกษตรกรในภูมิภาคผ่านภาควิชาการในท้องถิ่นแล้ว

3) โอกาสจากการพัฒนาเชิงพื้นที่ – เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้ผ่านอุตสาหกรรม S-curve โดยมีเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ คือ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนภายใต้การปลดล็อกข้อจำกัดกีดขวางการดำเนินธุรกิจ

ดังนั้น การต่อยอดความร่วมมือและการปลดล็อกข้อจำกัด อาทิ การพัฒนาทักษะร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย โรงงาน และแรงงาน จะเป็นต้นแบบให้กับทุกพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษควรขยายจากการกำหนดตามภูมิศาสตร์ไปเป็นการกำหนดตามกิจกรรม เช่น เขตพัฒนาพิเศษการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทั้งภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก และใต้ หรือเขตพัฒนาพิเศษเมืองอัจฉริยะ ที่ไม่ผูกกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่สร้างระบบนิเวศ หรือ ecosystem ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ทั่วประเทศ

โดยสรุปแล้ว การเดินหน้าประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ต้องเร่งการพัฒนาบนโอกาสด้านดิจิทัล green และการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแรงงานคืนถิ่นกลับไปหลังโควิดเป็นจำนวนมาก แต่จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญให้เราเดินตามรอยการพัฒนาของฝูงห่านป่าเอเชีย ซึ่งโอกาสทองนี้ต้องรีบคว้าไว้ มิฉะนั้น เราอาจปล่อยเศรษฐกิจเดินหน้าเรื่อย ๆ ช้า ๆ จนติดหล่มตามตัวอย่างบางประเทศละตินอเมริกาที่นักวิชาการอ้างอิงข้างต้น

หมายเหตุ – บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ร่วมด้วยช่วยกัน