Skip to content

แบ็กอัพ “สกลธี” ชิงผู้ว่าฯกทม. คอนเน็กชั่น 3 ป. – กปปส.

13 มี.ค. 2565 | 13:24น.
แบ็กอัพ “สกลธี” ชิงผู้ว่าฯกทม. คอนเน็กชั่น 3 ป. – กปปส.

ปฏิทินการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ปักหมุดไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2565 หากไม่เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันเสียก่อน

5 ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ทยอยกันเปิดตัว ทั้งในนามพรรคการเมืองให้การสนับสนุน และในนามอิสระ-มีกลุ่มการเมืองหนุนหลัง

ล่าสุด “จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” ของ “พล.อ.วินัย ภัททิยกุล” อดีตเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศลงในนามอิสระ แต่ข้างหลังเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในทำเนียบรัฐบาล-บ้านป่ารอยต่อฯ

คนที่ประกาศหนุนหลัง “สกลธี” ชนิดออกหน้า-ออกตา ไม่กลัวเสียฟอร์ม คือ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เพราะเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในสมรภูมิ “ม็อบนกหวีด” ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นอกจากนี้ ยังเคยทำงานร่วมกันสมัยร่วมชายคาพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่นายสุเทพ เป็นเลขาธิการพรรค และ “สกลธี” เป็น ส.ส.กทม.-กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

นายสุเทพ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านรายการ “คุยกับลุง” EP21 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 ว่า

“รู้จักกับนายสกลธี ตั้งแต่สมัยที่เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต นายสกลธีมาสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเสนอตัวที่จะลงสมัครเป็น ส.ส. ของคนกรุงเทพฯ นายสกลธี เป็นคนหนุ่ม มีความรู้จบนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา ได้ปริญญาโทมา 2 ใบ ทางด้านกฎหมาย ตนจึงเต็มใจรับคนหนุ่มชุดนี้เข้ามาเป็นกำลังของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 4 กทม. นายสกลธีก็ได้รับความไว้วางใจ ได้รับเลือกเป็น ส.ส. กทม. เขต 4 จตุจักร บางซื่อ หลักสี่ ในขณะนั้น”

“ในปี 2556-2557 เมื่อตนตัดสินใจลาออกจากการเป็น ส.ส. ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาร่วมขบวนการต่อสู้กับมวลมหาประชาชน กปปส. เพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ออกมาเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว เพื่อที่จะล้างความผิดให้คนที่กระทำความผิดฉ้อราษฎร์บังหลวง ล้างความผิดให้คนที่ก่อการร้ายเผาบ้าน เผาเมือง ตอนนั้นพี่น้องก็ออกมาร่วมการต่อสู้เป็นจำนวนมาก สู้กันยาวนาน 204 วัน นายสกลธีก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ที่มาเป็นแกนนำร่วมการต่อสู้”

“ในระหว่างที่กำลังสู้คดี (ก่อการร้าย กบฏ บุกรุกสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ ซ่องโจร) นายสกลธีได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เกือบ 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่งมา ปรากฏผลงานมากมาย เขาเป็นคนหนุ่มเข้มแข็ง ขยันทำงานให้ประชาชนชาว กทม.มาร่วม 4 ปีในฐานะรองผู้ว่าฯ

ตนจึงคิดว่านายสกลธีตัดสินใจคราวนี้ น่าสนับสนุน เพราะเขาเคยเป็น ส.ส. เคยเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. มีประสบการณ์เรื่องของ กทม. มากกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ ในสายตาของตน และแน่นอนที่พวกเราร่วมเป็นร่วมตาย นอนกลางดินกินกลางถนนร่วมกันมา 6-7 เดือนร่วมกันเป็นจำเลย สิ่งที่เราทำเพื่อชาติบ้านเมือง”

“ใจผมโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนคุณสกลธี วันนี้ก็ต้องเรียนกับพี่น้องตรง ๆ ว่า ถ้าผมสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนคุณสกลธีได้ด้วยวิธีไหนก็ตาม ผมก็ตั้งใจจะทำ เพราะว่าเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ มาด้วยกัน เป็นคนหนุ่ม เป็นคนที่จะเป็นอนาคตของ กทม.ในวันข้างหน้า”

ขณะที่ “เพื่อนซี้ย่ำปึ๊ก” ที่สนับสนุนอย่างลับ ๆ และเป็น “ทีมหลังบ้าน” ให้กับนายสกลธี คือ “บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” และ “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รวมถึง “มาดามอีฟ” ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของนายณัฏฐพล

“พุทธิพงษ์” ขณะที่เป็นประธานยุทธศาสตร์ กทม.พรรคพลังประชารัฐในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคว่า “มี (ไพ่เด็ด) แน่นอน พลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ได้ทาบทามและเตรียมไว้บ้างแล้ว แต่ครั้งนี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของพลังประชารัฐ เพราะจะส่งผู้ว่าฯ กทม.ที่ไม่ได้มีแต่ความโดดเด่นเฉพาะตัว แต่จะขายความเป็นทีมเวิร์ก”

“ที่ผ่านมาขายผู้ว่าฯ กทม.คนเดียว แต่ กทม.เป็นเมืองใหญ่ ต้องดูทั้งทีม 1+4 แต่ละด้าน ขายความเป็นทีมเวิร์ก มีตัวเลือกผู้ว่าฯกทม.และรองผู้ว่าฯ ในใจจำนวนมาก มีรองผู้ว่าฯกทม.ที่ครบเครื่อง ความเข้าใจปัญหาคน กทม. เป็นคนรุ่นใหม่”

“วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พลังประชารัฐมี ส.ส.กทม. 12 คน ไม่ถึงครึ่งของ ส.ส.กทม.ทั้งหมด 30 เขต การแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ มี ส.ส.อย่างเดียวไม่พอ ถ้าได้ผู้ว่าฯ กทม.มาผลักดันและเป็นในนามพลังประชารัฐ ปัญหาจะแก้ไขง่ายขึ้น”

“ปัญหาของคน กทม.ในอดีต ที่มีผู้ว่าฯกทม.สวนกับขั้วรัฐบาล เป็นอีกพรรคหนึ่งมาโดยตลอด ทำให้การขับเคลื่อนการแก้ปัญหายากมาก คราวนี้คนกรุงเทพฯจะได้เห็น ส.ส. ผู้ว่าฯกทม. ส.ข. และ ส.ก.เป็นพรรคเดียวกันให้ได้ เพื่อเร่งแก้ปัญหา”

ขณะที่ “ทยา ทีปสุวรรณ” โพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุนนายสกลธีเต็มที่ ว่า “สกลธี มาแล้ว…พร้อมสู้เพื่อ กทม.” หากน้องชายลงผู้ว่าฯกทม. ขอออกตัวเลยว่า จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้น้องทุกทางที่ทำได้ จริง ๆ แล้ว จั้มกับเราเตรียมนโยบายสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยจั้ม คือหนึ่งในทีมงานหลักที่ทำงานด้วยกันมาตลอด

แต่เมื่อเราโดนตัดสิทธิทางการเมือง (ทั้ง ๆ ที่เป็นจำเลยที่ 38!!) เราเลยคุยกันว่า จั้มพร้อมมาก ทั้งความสด ความเป็นคนรุ่นใหม่ ขยันทำงาน และรู้งาน กทม.เป็นอย่างดี เพราะทำหน้าที่รองผู้ว่าฯมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ที่สำคัญน้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ รักชาติ รักสถาบัน ก็น่าจะลุยไปเลย! เป็นตัวแทน คนรุ่นใหม่ ที่มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อประเทศชาติ มีประสบการณ์ทางการเมือง มีความสามารถ มีผลงานที่จับต้องได้ รู้จักพื้นที่กรุงเทพฯแบบทะลุปรุโปร่งเพราะลงพื้นที่ตลอด รู้จักข้าราชการและกลไกการทำงานในทุกสำนักเป็นอย่างดี

หากได้รับเลือกตั้งก็สามารถเริ่มงานได้ทันที ไม่ต้องมาเริ่มเรียนรู้ระบบใหม่ พร้อมดูแล กทม.ด้วยนโยบายที่ทันสมัย ลดคอร์รัปชั่น ใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ ทำกรุงเทพฯให้น่าอยู่…เชื่อว่าจั้ม จะเป็นขุนพลที่นำทีมงานมืออาชีพ มีความรู้จากทุกสายงานมาเป็น teamwork ที่เข้มแข็ง…คนกรุงจะได้ผู้นำและทีมงานที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแน่นอน!!

ยังไม่ได้เริ่มหาเสียงน่ะ แค่พูดเผื่อไว้ เผื่อน้องตัดสินใจลงแน่ๆ…แค่นั้นเอง”

และแน่นอนว่า “แบ็กอัพ” ที่เป็น “แรงส่ง” ให้กับนายสกลธี “แหกด่าน” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคพลังประชารัฐ ทุกคนก่อนหน้านี้

ทั้ง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา “ผู้ว่าฯหมูป่า” ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร และ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ รวมถึง “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน ที่มีข่าวแพร่สะพัดว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

คือ “พี่-น้อง 3 ป.” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ–พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทันทีคล้อยหลังจากการที่นายณัฏฐพล “หนีบสกลธี” เข้าพบกับพล.อ.ประยุทธ์ บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 โดยอ้างว่า มาอวยพรปีใหม่

การเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ เป็นความพยายามในที่แจ้ง “ครั้งที่ 2” เป็นอย่างน้อยของนายณัฏฐพล ที่ต้องการส่ง “คนใน” เป็นตัวแทนพรรคพลังประชารัฐในการสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

หลังจากเคยเข้าพบ พล.อ.ประวิตร-พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อผลักดัน “มาดามอีฟ” ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ขณะที่ พล.อ.ประวิตรต้องการสนับสนุน “น้องรัก” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.

แต่สุดท้าย “มือที่มองไม่เห็น” ก็ผ่าทางตัน-ลิขิตชะตากรรมให้ “มาดามอีฟ” ถูกตัดสิทธิทางการเมือง-หมดสิทธิลงสมัครผู้ว่าฯกทม.

หลังจาก “สกลธี” ออกจากทำเนียบ-ถือตั๋วประยุทธ์ ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ได้ให้สัมภาษณ์รายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ว่า สนใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ

2 เดือนต่อมา-7 มีนาคม 2565 นายสกลธี “ยื่นใบลาออก” จากรองผู้ว่าฯกทม.ตามนัดหมาย- มีผลทันที ท่ามกลางการจับตามองแนวร่วม-แบ็กอัพหนุนหลังสกลธีในวันเปิดตัว 18 มีนาคมนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าฯ กทม.