นับตั้งแต่ 1 เมษายน 2565 นี้ชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต้องทำการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทาง แต่ยังต้องตรวจ RT-PCR ในวันแรกที่เดินทางเข้ามาถึงประเทศไทย และตรวจ self-ATK อีกครั้งในวันที่ 5 เหมือนเดิม แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามมติของที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีมติเห็นชอบปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอีกครั้ง สำหรับกรณีการเดินทางเข้ามาในรูปแบบ Test & Go และ sandbox ให้เปลี่ยนจากการตรวจ RT-PCR เป็นโปรเฟสชั่นนอล ATK (ที่สนามบินหรือสถานที่ที่ทางราชการกำหนด) ในวันแรกที่มาถึงตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2565 นี้เป็นต้นไป
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “มาริสา สุโกศล หนุนภักดี” นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA), “ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และ “ชำนาญ ศรีสวัสดิ์” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ถึงมุมมองต่อการปรับมาตรการดังกล่าวของรัฐบาลไว้ดังนี้
รัฐขยับช้า-ไม่ตอบโจทย์
“มาริสา สุโกศล หนุนภักดี” นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) บอกว่า การปรับมาตรการดังกล่าวยังเป็นการปรับที่น้อยมาก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ปรับอะไรเลย ซึ่งในความเป็นจริงนั้นอาจจะช้าไปบ้าง เพราะในหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งรอบ ๆ เราเขาก็เปิดกันแล้ว โดยที่ไม่มีมาตรการอะไร เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ตอนนี้เขาเข้าได้ง่ายกว่าเรา ดังนั้นทางที่ดีรัฐบาลควรปลดให้หมดทั้ง RT-PCR ประกัน ฯลฯ
ประเด็นที่น่าจับตามองอีกกรณีคือ กรณีที่พบผลเป็นบวกจะต้องกักตัวกี่วัน เพราะประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนจะไม่เลือกมาประเทศไทย เพราะตอนนี้ถ้าผลเป็นบวกต้องอยู่ในประเทศไทยถึง 10 วัน รวมถึงกรณีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่หากตรวจแล้วผลเป็นลบก็ไม่ต้องกักตัว ฯลฯ

หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกประเด็นเหล่านี้ได้น่าจะทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้มากกว่านี้ เพราะมีกลุ่มที่รอประเมินมาตรการอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเรา ถ้าประเทศไทยยังมีมาตรการที่เข้มข้น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเลือกไปท่องเที่ยวที่อื่นแทนได้
พร้อมย้ำว่า แม้ว่า ศบค.จะมีมติยกเลิกการตรวจ RT-PCR ในวันแรกที่มาถึง และเปลี่ยนเป็นการตรวจด้วย ATK แทนในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 นี้หากมองในมุมการแข่งขันถือว่าประเทศไทยผ่อนคลายมาตรการที่ช้าไป
“เราเข้าใจว่ารัฐบาลพยายามสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยด้วยการปลดล็อกแบบสเต็ปบายสเต็ป แต่การปลดล็อกด้วยการยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางนี้ยังไม่ตอบโจทย์มากนัก ถามว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นก็อาจจะมากขึ้น แต่ก็คงไม่มากนักเพราะประเทศอื่น ๆ เขาผ่อนคลายกันไปหมดแล้ว” มาริสากล่าวทิ้งท้าย
ปัจจัยหลักอยู่ที่ประเทศต้นทาง
“ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) มองว่า การผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวของ ศบค.น่าจะทำให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจมากกว่าเดิม เพราะทุกคนที่ก่อนหน้านี้ต้องตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางเข้า 72 ชั่วโมงนั้นบางประเทศมีข้อจำกัดและไม่สะดวกอย่างมาก
“ส่วนตัวผมมองว่ารัฐบาล ศบค.และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคงศึกษาดีแล้ว โดยเฉพาะการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกระบวนการผ่อนคลายแบบเป็นขั้นเป็นตอนในช่วงที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ เนื่องจากในภาพรวมของการเดินทางท่องเที่ยวปัจจุบัน คนที่พร้อมออกเดินทางยังมีปริมาณไม่ได้มากอย่างที่คิด แม้ว่าประเทศจะปลดล็อกมาตรการต่าง ๆ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็คงไม่มากนัก
“ศิษฎิวัชร” บอกด้วยว่า ประเด็นสำคัญที่ตนได้เน้นย้ำมาโดยตลอด คือ ประเทศต้นทางเขาพร้อมที่จะออกมาเดินทางท่องเที่ยวกันหรือยัง และพร้อมมากน้อยแค่ไหนมากกว่า ที่สำคัญระบบสาธารณสุขของไทยเองก็ต้องดูแลแบบเข้มข้นขึ้น และต้องติดตามตัวคนเข้าเมืองให้ได้ดีกว่าเดิมด้วยเช่นกัน
“ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศที่เคยเป็นตลาดสำคัญของไทยเรายังไม่พร้อมออกเดินทางต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง รวมถึงจีน จะมีเหลือเพียงแค่ตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดียเท่านั้นที่ยังพอมีความหวัง แต่ล่าสุดยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองของรัสเซียและยูเครนก็จะเหลือเพียงแค่ตะวันออกกลางและอินเดียเท่านั้น”
ดังนั้น ก็ได้แต่หวังว่าตลาดเอเชีย อาเซียน จะนิ่งในเร็ววัน และกลับมาเดินทางท่องเที่ยวกันอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้
ยิ่งปลดล็อก “ช้า” ธุรกิจยิ่ง “สูญเสีย”
“ชำนาญ ศรีสวัสดิ์” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการโดยด่วน คือ การปลดล็อกมาตรการทั้งหมดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้
เพราะการเลิกตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางเข้าประเทศนั้น เป็นมาตรการที่ทั่วโลกดำเนินการกันไปแล้ว เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศสะดวกและไม่มีจุดให้บริการสำหรับตรวจ จึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น

ประเด็นต่อมาคือ รัฐควรปลดล็อกการตรวจ RT-PCR เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงให้เร็ว หรือไม่ควรเกิน 1 เมษายนนี้ จากแผนที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เพราะยิ่งปลดล็อกช้าจะยิ่งทำให้ประเทศสูญเสียทั้ง “โอกาส” และ “รายได้” จากการท่องเที่ยว
“การปลดล็อกการตรวจ RT-PCR เหลือเป็น ATK ใน 1 พฤษภาคมนี้ ผมว่าเราช้าไป และจะทำให้ประเทศที่เป็นคู่แข่งของเราได้รับอานิสงส์มากยิ่งขึ้น ประเด็นนี้ภาคเอกชนนำเสนอข้อมูลให้ภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง”
“ชำนาญ” บอกด้วยว่า รูปแบบที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ คือ ตรวจ ATK ครั้งเดียวในวันที่เดินทางมาถึงประเทศไทย หากผลเป็นลบก็สามารถไปเที่ยวได้ทุก ๆ ที่ หากมีผลเป็นบวกก็ส่งรักษาตามกระบวนการเหมือนประเทศสิงคโปร์
ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในด้านการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงลดการสูญเสียในด้านของรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย
พร้อมย้ำว่า วันนี้ทุกภาคส่วนต้องรับความจริงให้ได้ อย่าหลอกตัวเองและกล้าที่จะเดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างจริงจัง เพราะสถานการณ์ในวันนี้ “ผู้ประกอบการ” แทบจะตายกันไปหมดแล้วจริง ๆ