หุ้นไทย-set
ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป หรือ ACOM ขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 1,599,642,100 หุ้น ชูจุดเด่นผู้นำการให้บริการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พร้อมวางกลยุทธ์รุกขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค ผนึก DKSH บุกตลาดเวียดนาม
วันที่ 21 เมษายน 2565 นายวีระพงษ์ (พอล) ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (บริษัท) หรือ ACOM เปิดเผยว่า บริษัทได้มุ่งขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในระดับภูมิภาค โดยใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหารจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรให้แก่แบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกเกือบ 10 ปี

โดยเป็นผู้นำในการให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce Enabler) อย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) โดยมีมูลค่าเป็น 1.8 เท่าเทียบกับคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดและมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ร้อยละ 16.5 ในปี 2563
ปัจจุบันบริษัทให้บริการใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยนำเสนอบริการอย่างครบวงจรเพื่อสนับสนุนแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ในการพัฒนาการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งเว็บสโตร์มาร์เก็ตเพลส และโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยมีบริการออกแบบและพัฒนาร้านค้าออนไลน์ (Webstore Development) บริหารร้านค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ (Brand Store Operations) ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ (E-commerce Strategy Consulting) ให้บริการคลังสินค้าครบวงจร (Warehousing and Fulfillment) รับชำระเงินและจัดส่งสินค้า (Payment and Delivery) วิเคราะห์และให้ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics and Insights) เพื่อกำหนดหรือปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงมีศูนย์บริการและดูแลลูกค้า (Customer Care Solutions) เพื่อช่วยเหลือแบรนด์ต่าง ๆ ในการสื่อสารกับลูกค้าอีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทใช้เงินลงทุนแล้วกว่า 800 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งในส่วนของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี “EcommerceIQ” ซึ่งใช้ในการบริหารจัดการการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้เชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้ากับซอฟต์แวร์ช่องทางการเชื่อมต่อ (Application Programing Interfaces หรือ APIs) กว่า 300 รายการ ไปยังผู้ให้บริการต่าง ๆ ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ Payment Gateway และ Warehouse Management System หรือ WMS เป็นต้น
ส่งผลให้บริษัทสามารถจัดการกับธุรกรรมที่มีความซับซ้อนและสามารถรองรับคำสั่งซื้อได้มากกว่า 330,000 ออเดอร์ต่อวัน นอกจากนั้น บริษัทยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์ “EcommerceIQ Market Insights” ในรูปแบบ Software as a Service หรือ SaaS ซึ่งปัจจุบันให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงให้แก่แบรนด์สินค้า เพื่อให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคและคู่แข่ง ในการกำหนดราคาสินค้าและวางตำแหน่งการตลาดให้กับแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง
บริษัทมียอดขายสินค้าที่บริหารจัดการแบบครบวงจรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 52 จากปี 2562 ถึงปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรรายเดิม และการได้มาซึ่งผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรรายใหม่ โดยหากพิจารณายอดขายของผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรรายเดิมที่เริ่มใช้บริการกับบริษัทในปี 2559 ถึงปี 2562 พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ระหว่างร้อยละ 35 ถึงร้อยละ 184 แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จในการสนับสนุนแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
นอกจากนี้ ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯมีฐานลูกค้าแบรนด์ไทยและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกรวมกว่า 168 ราย สุทธิเพิ่มขึ้นมากถึง 50 รายจากปีก่อนหน้า คิดเป็นร้อยละ 43 ซึ่งช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทอีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทได้วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนและเพิ่มฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1.มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรกับกลุ่มผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรระดับโลกของบริษัทเพื่อเพิ่มจำนวนแบรนด์ รายการสินค้า และการให้บริการมากกว่า 1 ประเทศ
2.ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ
3.ขยายฐานผู้ใช้บริการรายใหม่และกลุ่มสินค้าใหม่ ๆ ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
4.มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS ทั้งในด้านฟีเจอร์ต่าง ๆ และเพิ่มความปลอดภัยในการรักษาข้อมูล เพื่อขยายไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ตั้งแต่บรรษัทข้ามชาติถึงธุรกิจขนาดกลาง ด้วยต้นทุนส่วนเพิ่มที่น้อยมากเนื่องจากอยู่ในรูปแบบ Software as a Service หรือ SaaS และ
5.การเข้าซื้อกิจการที่อาจมีขึ้นในอนาคตเพื่อขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์สู่ตลาดใหม่ เช่น เวียดนาม และขยายธุรกิจที่มีในมาเลเซีย การเสริมขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของบริษัท และแบรนด์ที่มีการขายเฉพาะในช่องทางออนไลน์ (Private Online Brands) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและที่จะช่วยให้บริษัท ได้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดจำหน่ายแบบหลากหลายช่องทาง (Omnichannel)
“เรามี DKSH ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการขยายตลาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย เป็นพันธมิตรที่ดีและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเราตั้งแต่ปี 2558 ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ DKSH โดยทางบริษัทจะเป็นพาร์ตเนอร์เพียงรายเดียวของ DKSH สำหรับการให้บริการธุรกิจออนไลน์แบบ Business-to-Consumer หรือ B2C ทั้งหมดในประเทศที่ ACOM ดำเนินธุรกิจ
โดย DKSH ได้ถ่ายโอนและแนะนำแบรนด์ที่ต้องการขยายธุรกิจออนไลน์แบบ B2C ให้กับ ACOM จึงทำให้ไตรมาสที่ 4/2564 แบรนด์ที่ใช้บริการของเราแบบครบวงจรเพิ่มขึ้นจาก 120 แบรนด์ (ในไตรมาสที่ 3/2564) เป็น 168 แบรนด์ ทำให้เรามีโอกาสให้บริการแก่แบรนด์สินค้าใหม่หลายรายจาก DKSH นอกจากนั้น บริษัท ยังวางแผนเร่งขยายธุรกิจไปยังเวียดนามเพื่อสนับสนุน DKSH และลูกค้าของเรา” นายวีระพงษ์ (พอล) กล่าว
นายธนิก ธราวิศิษฏ์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking and Capital Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจาก บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญ จำนวนรวมไม่เกิน 1,599,642,100 หุ้น รวมทั้งหมดคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 35.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้

ประกอบด้วย 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 685,560,900 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 15.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้
2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยเอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด จำนวนไม่เกิน 914,081,200 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 20.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้
โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้สำหรับการลงทุนขยายธุรกิจและเข้าซื้อกิจการที่อาจมีขึ้นในอนาคต เพื่อขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์สู่ตลาดใหม่ และขยายขีดความสามารถในการให้ได้มาซึ่งผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร ใช้เป็นเงินทุนพัฒนาแพลตฟอร์ม EcommerceIQ และเทคโนโลยีในด้านอื่น ๆ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS และเป็นเงินทุนหมุนเวียนโดยทั่วไป ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตการเสนอขายหุ้น IPO และแบบแสดง รายการข้อมูลฯ (ไฟลิ่ง) แล้ว