ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ได้จัดเวทีเสวนา หัวข้อ “ท่องเที่ยวไทยจะยืนหยัดอย่างไรในยุค 4.0” โดยคาดหวังให้งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของธุรกิจท่องเที่ยวโดยคนไทย
โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น รวมทั้งการค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสมของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้สามารถเดินควบคู่ไปกับยุค 4.0 ได้
“ปาริฉัตร แฮห์เนน” ผู้จัดการประจำภูมิภาคประเทศไทยและอินโดจีน Booking.com ซึ่งเป็น Online Travel Agent (OTA) อันดับ 1 ของโลก บอกว่า หลังจากได้ร่วมงานกับแพลตฟอร์ม Booking.com มาเป็น 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเข้ามาทำการตลาดในฝั่งเอเชีย ในตอนนั้นยังเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ แต่วันนี้ได้ขยายธุรกิจ เพิ่มพันธมิตรโรงแรมเข้ามาเสนอขายห้องพักจำนวนมาก

โดยไม่ได้ทำงานเฉพาะโรงแรมจากเชนหรือแบรนด์ดัง ๆ เท่านั้น แต่ได้เข้าถึงโรงแรมราคาประหยัด รวมถึงโรงแรมในท้องถิ่นซึ่งในทุก ๆ ปี Booking.com ได้เป็นสื่อกลางพานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาท่องเที่ยวและพักผ่อนที่ประเทศไทย กระจายไปในหลาย ๆ เมือง ทั้งภูเก็ต หัวหิน สมุย เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ
นอกจากนักท่องเที่ยวยุโรปและจีนซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่จองผ่านแพลตฟอร์มเราแล้ว พบว่าตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด 3 อันดับแรกคือ บราซิล อาร์เจนตินา จากภูมิภาคอเมริกาใต้ และเวียดนาม หนึ่งในประเทศกลุ่ม CLMV
“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคนไทยก็เดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เริ่มจองทุก ๆ อย่างบนช่องทางออนไลน์ และมีความพร้อมในการใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว เพราะมองว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้ตัวเอง”
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ “ภาคอีสาน” ที่อาจมองว่ามีคนไปเที่ยวน้อย และเศรษฐกิจไม่ได้มีการเติบโตในอัตราที่สูงนักเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย แต่ทาง Booking.com ก็ได้ลงพื้นที่เพื่ออธิบายและให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการโรงแรมในภาคอีสาน ให้นำห้องพักมาเสนอขายบนแพลตฟอร์มของ Booking.com เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมพันธมิตรมากกว่า 1,500 แห่งแล้ว
นี่คือความพยายามของ Booking.com ที่ต้องการกระจายการเดินทางไปหลาย ๆ เมืองมากกว่ากระจุกอยู่เฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังมีพันธมิตรที่พักหลากหลายรูปแบบ ทั้งเบดแอนด์เบร็กฟาสต์ (b&b), เกสต์เฮาส์, ฟาร์มสเตย์, โฮมสเตย์ และโฮสเทล เฉพาะในไทยมีมากกว่า 1,500 แห่งแล้ว
“ปาริฉัตร” ยังบอกถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยด้วยว่า ชอบมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในโซเชียลมีเดีย ทั้งการเช็กอิน การแชร์ประสบการณ์ คนไทยนิยมอ่านและดูรีวิวท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งมีบทบาทในการตัดสินใจซื้อห้องพักโรงแรมและเลือกร้านอาหารอย่างมาก ทำให้สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่า อยากไปเที่ยวที่ไหนและอย่างไร ต่างจากสมัยก่อนที่จะต้องดูรายการทีวีนำเที่ยว หรือศึกษาข้อมูลจากแค็ตตาล็อกก่อน
“ปาริฉัตร” บอกอีกว่า จากเทรนด์ความต้องการเที่ยวของคนไทยในปัจจุบัน พบว่า กว่า 62% ออกไปท่องเที่ยวด้วยตัวคนเดียว (solo traveler) ขณะที่ 49% ตัดสินใจไปท่องเที่ยว เพราะโซเชียลมีเดีย หลังได้เห็นและอ่านข้อมูลมากมายในช่องทางนี้ 23% นิยมออกไปเที่ยวตามวัดและศาสนสถาน 21% ออกไปท่องเที่ยวเชิงจิตอาสา และ 39% ออกไปเที่ยวแนวผจญภัยและท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่มากขึ้น
และจากการสำรวจความคิดเห็นนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตัวอย่าง 19,000 คนจาก 26 ประเทศทั่วโลก ของ Booking.com พบว่า 8 เทรนด์หลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในปี 2561 คือ
1.เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวจะเชื่อใจและพึ่งพาเทคโนโลยีในการเลือกสถานที่พักผ่อน ให้เทคโนโลยีจัดลำดับหรือวางแผนทริปมาให้เลย
2.นักท่องเที่ยวจะมี “bucket list” รายการทริปที่อยากไปว่าเป็นที่ไหนบ้าง และตั้งเป้าว่าจะออกเดินทางไปให้ได้อย่างน้อย 1 จุดหมายตามที่ตั้งใจไว้
3.การได้กลับไปเยือนในสถานที่แห่งความทรงจำในวัยเด็ก 4.การนำกระแสพ็อปคัลเจอร์เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง 5.การท่องเที่ยวเพื่อดูแลสุขภาพ ถือเป็นอีกเทรนด์ที่น่าจับตาอย่างมาก 6.เรื่องของเศรษฐกิจและกำลังซื้อเป็นอีกปัจจัยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญ และจัดสรรค่าใช้จ่ายให้คุ้มค่ามากที่สุด พร้อมคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นอย่างดี
7.การได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนอย่างสนุกสุดเหวี่ยง และ 8.การได้ท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอย่างคนท้องถิ่น
“ตอนนี้ภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจชัดเจนมากว่า เทคโนโลยีทรงอิทธิพลจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สามารถทำธุรกิจผ่านมือถือสมาร์ทโฟนได้แล้ว”
โดย Booking.com ได้แบ่งปันความเชี่ยวชาญให้ธุรกิจที่พักเข้าถึงข้อมูลได้ ใช้ประโยชน์ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างสูงสุดเพื่อดึงดูดคนมาเที่ยว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถให้ดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาของภาคการท่องเที่ยวได้ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนอย่างเบ็ดเสร็จไม่ได้ ซึ่งก็คือ “การบริการจากใจ” เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่ดึงดูดให้คนกลับมาเที่ยวซ้ำอีกครั้ง