คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยกันคิด ผู้เขียน : ดร.มณฑลี กปิลกาญจน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในเดือนเมษายนนอกจากจะมีวันสำคัญของคนไทยอย่างวันสงกรานต์แล้ว อีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญต่อโลกของเราก็คือ วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี โดยเริ่มมีขึ้นในปี 2513 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อประเด็นทางสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะโลกรวน (climate change) ปัญหาขยะพลาสติก การอนุรักษ์ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างความตระหนักว่าโลกที่เราอยู่นั้นมีความเปราะบางเพียงไร
จึงสำคัญที่เราทุกคนต้องช่วยกันปกป้องรักษาไว้ เพื่อการดำรงอยู่ที่ดีของมวลมนุษยชาติทั้งในรุ่นเราและรุ่นถัดไปในอนาคต โดยการประชุมในปีนี้เน้นเรื่องเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emissions or net zero) ให้ได้ภายในกลางศตวรรษนี้
เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตภาวะโลกรวนที่เลวร้าย จึงอยากชวนผู้อ่านร่วมคิดไปด้วยกันว่าการจะไปสู่เป้าหมาย net zero นั้นต้องอาศัยปัจจัยใดบ้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และมีโอกาสอะไรที่ซ่อนอยู่ในความท้าทายนี้
การที่จะไปสู่เป้าหมาย net zero ในระดับโลกได้ในปี 2593 ต้องเริ่มจากการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่โหมดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ทั้งการผลิต การบริโภค และวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในการวางระบบด้านพลังงานและการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (McKinsey 2565) โดยเป็นการลงทุนในสินทรัพย์คาร์บอนต่ำที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ
รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น สินทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ อาคารคาร์บอนต่ำ รถยนต์ไฟฟ้า การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ การลงทุนซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินทรัพย์คาร์บอนต่ำ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในสินค้าและบริการสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นำไปสู่การเติบโตและพัฒนาของบางภาคธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้เกิดภาคธุรกิจใหม่ที่อาจจะไม่เคยมีมาก่อนในบางประเทศ จึงเป็นโอกาสที่น่าจับจองท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกสีเขียว

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการอุปโภคบริโภค ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจบางประเภทเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจการเกษตรและการจัดการที่ดิน และธุรกิจการจัดการคาร์บอนที่คาดว่าจะมีมูลค่ารวมของตลาดในสองกลุ่มธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2573 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า
เมื่อมองบริบทไทยที่เกษตรกรรมนั้นมีบทบาทสำคัญ หากเราเริ่มหันไปทำเกษตรคาร์บอนต่ำโดยการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การทำเกษตรแบบ “do-nothing farming” หรือเกษตรกรรมแบบธรรมชาติของฟูกูโอกะ โดยจะไม่ไถพรวนดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี/สารเคมี ซึ่งจะลดการใช้แรงงานและเครื่องจักรใช้น้ำมันดีเซลไปด้วย การหาทางเลือกใหม่ ๆ จากแนวทางเกษตรที่เป็นมิตรกับธรรมชาติจะช่วยให้เราสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่เดิมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตรในเชิงสีเขียวได้มากขึ้น
ส่วนธุรกิจการจัดการคาร์บอน เช่น ระบบดักจับและจัดเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage system) แม้มูลค่าตลาดอาจดูน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจอื่น แต่ด้วยความจำเป็นในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น แต่การจะคว้าโอกาสในธุรกิจด้านนี้ต้องอาศัยการเร่งสร้างนวัตกรรมด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่ามีโอกาสในหลายกลุ่มธุรกิจในการเติบโตทางนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ การเริ่มลงทุนในสินทรัพย์คาร์บอนต่ำยังช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงต่ออุปสรรคทางการค้าที่มีข้อกำหนดด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย
การเปลี่ยนผ่านไม่เพียงต้องอาศัยเม็ดเงินในการลงทุนจำนวนมาก แต่ต้องสร้างความพร้อมทางสังคม โดยการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม แม้พวกเราจะเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ บนผืนโลก แต่ทุกคนมีส่วนร่วมให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำได้เช่นกัน อาจจะเริ่มต้นจากกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ เช่น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังใช้งานและดึงปลั๊กออกทุกครั้ง การรับประทานอาหารท้องถิ่นหรือใกล้บ้านให้มากขึ้น เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการขนส่งอาหารและวัตถุดิบ ตลอดจนการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ลดคาร์บอนให้มากที่สุด โดยไม่ลืมว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเราก็มีส่วนสร้างคาร์บอนอยู่ด้วย
อ้างอิงข้อมูล : McKinsey (2565), “Charting net zero: Insights on what the transition could look like”
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด