จอนนี่ ขอโทษ ร่วมชุมนุมจนเกิดรัฐประหาร ขอพิสูจน์บนสนามประชาธิปไตย
จอนนี่ แอนโฟเน่ ขอโทษที่เคยชุมนุม ปี’56 ไล่ยิ่งลักษณ์ แก้อดีตไม่ได้ ขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง บนเส้นทางประชาธิปไตย
วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจอนนี่ แอนโฟเน่ ดารานักแสดงรุ่นใหญ่ และสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความหลังสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ระบุว่า จอนนี่กลับใจ ใช่ครับ “ผมขอโทษ”
จากนั้นยอมรับถึงการเคยเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่;มการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2565 ว่า ผมร่วมชุมนุมในปี 2556 ถึงปี 2557 ผมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมจริง เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ และผมขอน้อมรับทุกความคิดเห็นจากทุกท่าน
การชุมนุมในครั้งนั้น ผมก้าวขาออกจากบ้านเอง ไม่มีใครบังคับ ก้าวขาออกไปด้วยความที่คิดของผมเอง
ด้วยการเสพสื่อ Social ว่า “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง จะเป็นการล้างบางคนผิดทุกกรณี ซึ่งรวมไปถึงการทุจริต งบประมาณแผ่นดิน”
วันนั้นผมไม่เคยรู้เลยว่า จะมีการรัฐประหาร ไม่เคยมีสัญญาณใด ๆ เกิดขึ้น เราเพียงออกไปเพื่อจะคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว แล้วคิดแค่ว่าจะจบแค่นี้ แต่การชุมนุมไม่จบเพียงเท่านั้น จนในที่สุด “ลุงมาทำรัฐประหาร”
และได้ลากจูงประเทศมาสู่จุดวิกฤตขนาดนี้ สร้างหนี้สินให้กับลูกหลานมากมายขนาดนี้
“ใช่ครับ การถูกเกลียด ถูกด่า ถูกขุดคุ้ย หรือไม่ถูกให้อภัย เป็นราคาที่ผมต้องจ่าย โดยที่ผมไม่สามารถปฏิเสธได้”
สิ่งแรกที่ผมทำได้ คือการ “ขอโทษ” เพื่อลดความผิดพลาดของผมในอดีต แทนการเรียกร้องให้ทุกคนอภัย ผมขอโทษ ผมขอยอมรับความผิดพลาดที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง จนเป็นนำมาสู่ การยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งผมก็มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาโดยตลอด
การออกมาในวันนี้ของผมก็เพื่อ “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ผมเองไม่สามารถลบอดีตได้ สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่กลับไปทำความเข้าใจอดีตและความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อเป็นพลังในการเรียกร้องความยุติธรรม เป็นแรงให้กับผมในการกลับมาชดใช้สิ่งที่เคยทำไว้กับประเทศที่ผมรัก
วันนี้ที่ผมออกมาพูดไม่ใช่เพราะว่าถูกทัวร์ลง ผมร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทยมากกว่า 1 ปีแล้วครับ
ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิดก็ได้ลงพื้นที่ส่งผู้ป่วยแจกของช่วยเหลือ ประสานเตียงผู้ป่วย แต่ที่ผมต้องออกมาพูดวันนี้ ก็เพราะสิ่งที่ผมทำในอดีต กลายเป็นทำให้ผมต้องถูกผลักไปอยู่อีกข้างโดยปริยาย ผมเป็นคนที่ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาระบอบลุง ไม่เอานิรโทษกรรม “ผมก็ไม่รู้ว่าคนแบบผมจะถูกจัดไปอยู่ในพวกไหน”
แต่วันนี้ครับผมได้มีโอกาสพูด ผมก็อยากจะฝากไปถึงใครก็ตามที่วันนี้ เขาได้เห็นความเลวร้ายของผลพวงจากการรัฐประหาร เขาได้เห็นว่าลุงกู้เงินจนเราต้องชดใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน เขาได้เห็นว่าการรัฐประหารไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสงบ เหมือนที่ลุงเอาไปเป็นข้ออ้าง เขาได้เห็นว่าวันนี้ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
แต่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่พิลึกกึกกือที่สุด
เขาได้เห็นเหมือนกันกับผมที่การบริหารจัดการโควิดผิดพลาดล้มเหลวจนทำให้ประชาชนต้องถึงแก่ชีวิต เขาได้เห็นเหมือนกันกับผม ที่เศรษฐกิจแย่ จนคนตัวเล็กตัวน้อยต้องกู้หนี้ยืมสิน ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยมหาโหด
ออกมาจากซอกหลืบเถอะครับ ออกมาจากข้างหลังตู้เย็นเถอะครับ ไม่ต้องลบโปรไฟล์ ไม่ต้องไล่ลบรูปอีกแล้วครับ
เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถนำข้อผิดพลาดในอดีตมาเรียนรู้ได้ เราแก้ไขอดีตไม่ได้แต่เราสามารถทำให้ประเทศ มันดีได้ เพราะเรายังคงรักประเทศนี้เหมือนกัน ออกมาช่วยกันทำให้ประเทศมันดี มาช่วยกันผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อวางฐานรากของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข สร้างประเทศที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบอนาคตประเทศให้กับลูกหลานของเราเถอะครับ
อย่ากลัวที่จะออกมาเผชิญหน้ากับความจริงครับ เพราะวันนึงเราอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต การเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้บ้านเมืองมีปัญหา เป็นผลให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศเกิดวิกฤต กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
ผมเห็นว่าความขัดแย้งของคนในชาติควรยุติลง เพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ จึงเข้าร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งมีนโยบายชัดเจนในเรื่องการยุติความขัดแย้ง รับฟังความเห็นต่าง และหันมาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทย
ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เข้าใจผมและส่งความห่วงใยมาทุกช่องทาง ผมขอขอบคุณพี่น้อง พรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ได้ให้โอกาสผมได้เข้ามารับใช้พี่น้องประชาชน เพื่อแก้ไขเรื่องผิดพลาดในอดีตของผม ซึ่งการกระทำในอดีตไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคไทยสร้างไทยเลย
ผมขอให้เวลาและการทำงานเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจและอุดมการณ์ครั้งใหม่ของผม ผมขอยืนยันว่า การพิสูจน์ตัวตน บนเส้นทางประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากที่จะได้รับความเชื่อมั่น “ความเชื่อใจ” ในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ที่ชัดเจนที่สุด และเป็นก้าวแรกที่จะเดินบนสนามประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม คือการพิสูจน์ตัวเองผ่าน การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินครับ และผมตั้งใจแก้ไขในสิ่งที่เคยผิดพลาดให้ดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ