ธนารักษ์เตรียมส่งหนังสือชี้แจง “วงษ์สยาม” เหตุล่าช้าเซ็นสัญญาโครงการท่อส่งน้ำอีอีซี ชี้บริษัทมีสิทธิฟ้องหลังได้รับความเสียหาย ด้านคณะกรรมการสอบผลประมูล ส่งข้อสรุปถึง รมว.คลังแล้ว ไม่พบความผิดปกติในโครงการ
วันที่ 3 มิถุนายน 2565 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เตรียมทำหนังสือถึงบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เพื่อชี้แจงถึงสาเหตุความล่าช้าในการลงนามสัญญาการดำเนินโครงการท่อส่งน้ำหลักในภาคตะวันออกหรืออีอีซีกับบริษัท หลังจากที่บริษัทได้ส่งหนังสือถึงตน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งรัดให้กรมดำเนินการเซ็นสัญญา
ทั้งนี้ ในหนังสือที่บริษัทได้ส่งมายังผู้บริหารกระทรวงการคลังระบุว่า หากกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ไม่เร่งดำเนินการเซ็นสัญญากับบริษัทในฐานะเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าว ทางบริษัทจะได้รับความเสียหายในเชิงธุรกิจ และอาจจะดำเนินการฟ้องร้องทุกฝ่ายเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความเสียหาย
สำหรับสาเหตุที่มีความล่าช้าในการลงนามในสัญญาดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบความชัดเจนในการดำเนินโครงการเพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัย ซึ่งขณะนี้ผลการตรวจสอบสรุปว่า ไม่พบความผิดปกติในการประมูลโครงการ และได้เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณาว่า จะดำเนินโครงการอย่างไรต่อไป
“ทางกรมธนารักษ์ต้องรอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาสั่งการออกมาก่อนว่า จะดำเนินโครงการอย่างไรต่อไป”
ส่วนกรณีที่วงษ์สยามก่อสร้างระบุว่า อาจจะมีการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น ก็เป็นสิทธิที่ทางบริษัทจะดำเนินการได้ เพราะทางบริษัทก็ได้รับความเสียหายทั้งในเรื่องของหลักประกันในการยื่นซองประมูล การติดต่อเรื่องแบงก์การันตี ซึ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นต้นทุนของบริษัท นอกจากนี้ยังมีความเสียหายของธุรกิจในกรณีความล่าช้าในการดำเนินโครงการด้วย
“ถ้าบริษัทจะฟ้องก็มีเหตุที่ฟ้องได้ เพราะเขาก็ได้รับความเสียหายจากความล่าช้าในการดำเนินโครงการหลังจากที่เขาเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งถ้าฟ้องจริงเราก็ต้องแก้ไขต่อไป”
ทั้งนี้ โครงการท่อน้ำอีอีซีนั้น ปัจจุบันทางบริษัท อีสท์วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ แต่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2566 ดังนั้น กรมธนารักษ์จึงได้เปิดประมูล เพื่อหาผู้ดำเนินโครงการต่อไป โดยทางอีสท์วอเตอร์ได้เสนอผลตอบแทนให้กับรัฐต่ำกว่าบริษัทวงษ์สยามฯ ทำให้บริษัทวงษ์สยามฯเป็นผู้ชนะการประมูลในราคา 2.5 หมื่นล้านบาท อายุการดำเนินโครงการ 30 ปี