เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หุ้นไทยรับแรงหนุนดัชนีเชื่อมั่นอุตฯฟื้น กังวล Zipmex ลามเอฟเฟ็กต์สินทรัพย์เสี่ยง

21 ก.ค. 2565 | 09:48น.
ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น

“ฟิลลิป” ประเมินตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดดัชนี SET Index แกว่งตัวอยู่ในกรอบเดิม 1,530-1,550 จุด รอผลประชุม BOJ-ECB ได้แรงหนุนภายใน “สัญญาณบวกตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 เดือน” แต่เผชิญความน่ากังวล ปัญหาสภาพคล่อง Zipmex ส่งผลกระทบสินทรัพย์เสี่ยง กดดัน BAY-PLANB-MACO

วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า คาดดัชนี SET Index จะยังอยู่ในกรอบเดิมโดยแกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ 1,530-1,550 จุด เพื่อรอผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ โดยทางฝ่ายมอง BOJ จะมีทิศทางอิงไปในทางผ่อนคลายตามเดิม ขณะที่ ECB มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% เนื่องจากเงินเฟ้อออกมาตามคาดไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ ECB เพิ่มเติม

ขณะที่ปัจจัยภายในเริ่มมีสัญญาณบวกหลังตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากปัจจัยภายในและภาครัฐช่วยหนุน อย่างไรก็ดีตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญความน่ากังวลทำให้นักลงทุนบางส่วนอาจไม่มั่นใจ หลัง Zipmex ประกาศงดฝากถอนเงินเนื่องจากปัญหาสภาพคล่อง จึงอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและกดดันเชิง Sentiment กับหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว เช่น BAY, PLANB, MACO

กลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นในกลุ่ม 1.ท่องเที่ยว/เปิดเมือง เช่น AOT, CENTEL, CPALL 2.หุ้นปัจจัยเฉพาะตัว เช่น BANPU (ราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐปรับตัวขึ้นเด่น), SINGER (คาดงบฯไตรมาส 2/65 ยังดี), MAJOR (งบฯโฆษณายังฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง+ภาพยนตร์บุพเพสันนิวาส 2 รอเข้าโรง), OSP (งบฯโตต่อในไตรมาส 2/65+รับผลกระทบจากเมียนมาจำกัด)

ทั้งนี้ วานนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ฟื้นตัวขึ้นจาก 84.3 จุด เป็น 86.3 จุด เป็นเดือนแรกในรอบ 3 เดือน โดยมองปัจจัยกดดันที่ยังน่ากังวลมาจาก 1.ผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ปัญหาอุปทานคอขวด 3.เศรษฐกิจโลกชะลอตัว 4.คำสั่งซื้อจาก
ประเทศคู่ค้าลดลง

ขณะที่ปัจจัยบวกมาจาก 1.การผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 จากภาครัฐ 2.อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว 3.การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว 4.จีนผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยรวมทางฝ่ายมองในระยะถัดไปไทยยังคงต้องพึ่งพาแรงอุ้มจากภายใน เช่น ภาคท่องเที่ยว เนื่องจากภาพถัดไปของเศรษฐกิจโลกจะเป็นไปในทิศทางที่แต่ละประเทศติดอยู่กับปัญหาอัตราเงินเฟ้อภายในจากต้นทุนพลังงานของตัวเอง จึงทำให้กำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าอาจยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

ขณะที่ความมั่นคงของอัตราเงินสำรองระหว่างประเทศ เริ่มน่าสนใจหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินผันผวน จึงกดดันให้ธนาคารกลางจำป็นต้องใช้เงินสำรองเพื่อควบคุมความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยรวมหุ้นที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก จึงค่อนข้างน่าสนใจทั้งในระยะสั้นและกลาง เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจำกัด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น