เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
Columns เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
“นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
Biz Movement “นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

ทำการตลาดยังไงให้ปัง!? เปิด 8 กลยุทธ์ “Momentum Marketing” รับยุค 4.0

10 ม.ค. 2561 | 21:26น.

“ทำอย่างไรให้คอนเทนต์ปัง มีคนแชร์ และอยู่ต่อไปได้” …คำถามยอดฮิตของนักการทำการตลาด หรือคนทำคอนเทนต์ในยุคที่กระแสที่ความเป็นดิจิทัลกำลังมาแรงต่างเสาะหาคำตอบเหล่านี้

วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” พาเก็บตกจากเวทีสัมมนาเรื่อง “Momentum Marketing เจาะใจคนชอบแชร์ จุดกระแสการตลาด จัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

เราคงต้องมาทำความรู้จักกับ “ผู้บริโภคกลุ่มแรก” หรือ “กลุ่มมีก่อน ใช้ก่อน” เรียกอย่างเข้าใจง่ายก็คือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ผู้มีอิทธิพลในสังคมที่ก่อให้เกิดกระแส และแชร์ต่อไปในวงกว้าง

อธิบายตามหลักของทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) ของ Everett M.Rogers ที่เป็นโมเดลอธิบายเรื่องของการเปิดรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมของคน ซึ่งสามารถนำอธิบายพฤติกรรมของคนในสังคมเมื่อเกิดกระแส หรือเทรนด์บางอย่างได้

ทฤษฏีนี้แบ่งคนออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกันคือ

Innovators ที่มีอยู่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ของประชากร “กลุ่มที่เป็นผู้ริเริ่ม ค้นหา” เปิดรับนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่แบบทันทีโดยไม่กลัว พร้อมรับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และอยากเป็นคนจุดประกายเปลี่ยงแปลงสิ่งใหม่ๆ

Early Adopters มีอยู่ 13.5 เปอร์เซ็นต์ “มีก่อน ใช้ก่อน” หรือเรียกง่ายๆ พวกอินฟลูเอนเซอร์ เป็นผู้บริโภคกลุ่มแรก เปิดรับสิ่งใหม่ได้มากกว่า ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถโน้มน้าวให้คนในสังคมได้ ส่วนเรื่องราคานั่นหรือ..คนกลุ่มนี้ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว

2 กลุ่มต่อไปที่มีสัดส่วนเท่ากันที่ 34 เปอร์เซ็นต์ คือ Early-Late Majority กลุ่ม Early Majority เหล่านี้ค่อนข้างจะมีเหตุผล และระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อสินค้าอยู่พอสมควร ต้องเช็คข้อมูลให้ชัวร์ก่อนตัดสินใจ เรียกง่ายๆว่า “เช็คก่อนใช้ ใช่แล้วซื้อ”

ส่วน Late Majority “กลุ่มถ้าดีจริง เดี๋ยวใช้ตาม” กลุ่มนี้จะให้คววามสำคัญกับราคาค่อนข้างเยอะ และกลุ่มสุดท้าย Laggards “ดังแล้วไง ใครแคร์” กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ไม่ค่อยสนใจกับกระแส หรือเทรนด์ฮิตต่างๆ

Credit Photo : งานวิจัย “Momentum Marketing” สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหิดล

รู้แบบนี้แล้วลองมาดูสัดส่วนของประเทศไทยกันบ้างว่าคนแต่ละกลุ่มมีจำนวนมากเท่าไร และใครเป็นผู้มีอิทธิพลในสังคม…

ของประเทศไทยนั้นสเกลเป็นไปตามทฤษฎีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้มีอิทธิพลของสังคมมี 16.05 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่ม “เช็คก่อนใช้ ใช่แล้วซื้อ” มีสถิติที่น่าสนใจคือ มีมากกว่าทฤษฎีถึงเกือบสองเท่าที่ 58.20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่ม”ดังแล้วไง ใครแคร์” กลุ่มที่อยู่ท้ายตารางกลับมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดมีเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สิ่งที่ทำให้คนอย่างเราๆ เข้าถึงสินค้า หรือคอนเทนต์ได้อย่างดีในยุคนี้ เห็นจะมีแค่คำตอบเดียวที่เป็นคำตอบหลักนั่นก็คือ “โซเชียลมีเดีย” ที่แค่เพียงคลิ๊กเดียวก็สามารถเข้าถึง ทะลุทะลวงสิ่งที่อยากรู้ได้แล้วนั่นเอง

Credit Photo : งานวิจัย “Momentum Marketing” สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหิดล

คำถามที่ตามมาอีกอย่างนั่นคือ เราควรสนใจและให้ความสำคัญกับคนกลุ่มไหนที่จะทำให้การตลาดที่สื่อสารออกไปมีประสิทธิภาพ และเป็นที่รู้จักมากที่สุด

กลุ่มที่นักการตลาดให้ความสนใจเป็นใครไปไม่ได้ก็คือกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดอย่าง “Early และ Late Majority” เพราะเมื่อกระแสสามารถไปถึงกลุ่มเหล่านี้ได้เท่ากับว่าสามารถครอบครอง และเข้าถึงได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อย่างลืมว่ากว่าที่กระแสใดๆ ก็ตามจะมาถึงกลุ่มคนเหล่านี้ เราก็ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ที่จะเป็นชนวนชั้นดีของการทำตลาดให้ปังอย่างที่ต้องการ

ส่วนเคล็ดลับและเทคนิคในการตลาดของยุค 4.0 นี้ ที่มี”ความเป็นดิจิทัล” เป็นหัวเรือใหญ่ที่ต้องเร็ว ปัง และโดนใจนั้นมีไม่เยอะแค่ 8 ข้อ ที่เรียกสั้นๆ ว่า “Momentum Marketing”

“Momentum Marketing” คืออะไร?…คือ กลยุทธ์ “จุดกระแสให้ปัง” ที่เป็นคู่มือชั้นดีให้กับนักการตลาด และคนทำคอนเทนต์ในยุคนี้

– MOVEMENT: สินค้าต้องมีการเคลื่อนไหว ต้องใหม่อยู่เสมอ
– OPINION LEADER: หาคนที่นำความคิดคนอื่นให้เจอ และให้ทดลองใช้สินค้า
– MAJOR CHANGE: สินค้าต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลง พอที่จะจูงใจคนให้แชร์ความคิดเห็น
– ENGAGEMENT: สร้างความผูกผันกับผู้บริโภคโดยการสร้าง Brand Community เพื่อให้คนที่ยึดมั่นในแบรนด์ (Brand Loyalty) อยู่รวมกัน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และเป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อสินค้า

– NEED FULFILLMENT: สินค้าต้องเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะเรื่องไลฟ์สไตล์
– TREND: ทันกระแส จับกระแสให้ทันว่าอะไรจะมา
– UNIQUENESS: ความ Limited ของสินค้าที่กระตุ้นความอยากได้ของผู้บริโภค
– MONITOR: ต้องติดตามข้อมูลทั้งหมด เช่น เนื้อหาที่ต้องการสื่อสารถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ มีเสียงตอบรับที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร และเราสามารถจัดการส่วนนั้นได้อย่างไร

สรุปง่ายๆ คือ “ต้องทันยุค เข้าถึง และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภค” นี่แหละคือสิ่งที่นักการตลาดควรทำ และต้องทำให้ได้!!

Credit Photo : ความสำคัญของกลุ่ม Early Adopter ต่อธุรกิจ / งานวิจัย “Momentum Marketing” สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหิดล

ลองมาดูตัวอย่างของพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ทัศนคติ ค่านิยมของ ”ผู้บริโภคกลุ่มแรก” กับกลุ่มสินค้า 3 อย่างคือ Fashion&Cosmetic, Technology&Gadget และ Food ที่กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า

กลุ่ม Fashion&Cosmetic นั้นใช้ “อินสตาแกรม” เป็นช่องทางการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร อันไหนใหม่ อันไหนควรใช้จะต้องอัพเดทตลอดเวลา ต่อมาคือเฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ตามลำดับ ส่วนเหตุผลหลักให้คนกลุ่มนี้มี 2 ข้อคือ ตรงกับไลฟ์สไตล์ และความลิมิเต็ด อิดิชัน ที่ยิ่งลิมิติเต็ดมากเท่าไหร่ ก็ควรจะยิ่งต้องมี!

กลุ่ม Technology&Gadget กลุ่มเหล่านี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่จะเป็นสมาร์ทโฟน หรือแก็ดเจ็ตต่างๆ ล้วนมีความซับซ้อน แต่ก็ฉุดให้เราอยากได้ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเพจ รวมถึงเว็บไซต์ด้านนี้ ต้องอัพเดทเทคโนโลยีก่อนใคร รีวิวแบบหมดเปลือก เพื่อที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ หรืออาจจะไม่ซื้อสินค้านั้นๆก็ได้

และก็ไม่ต่างจากกลุ่มแรก ที่ความลิมิเต็ด อิดิชัน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน จากการสำรวจพบว่า  งบประมาณเฉลี่ยในการซื้อสินค้าของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท และจะมีสินค้าในแบรด์เดียวกันอยู่ถึง 11 ชิ้นต่อคนเลยทีเดียว

…จนเกิดกระแสปรากฏการณ์แบบปากต่อปาก คนไปต่อคิวยาวเหยียบ รอข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว

ส่วนกลุ่ม Food ที่ดูเหมือนจะเข้าถึงกลุ่มคนได้มากที่สุดนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องมีดีมากกว่าแค่ร้านสวยเพียงอย่างเดียวคือ “รสชาติของอาหาร” รวมถึงกิมมิคของร้านที่จะต้องแตกต่างจากเจ้าอื่นด้วย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์จะเป็นต้นตอคอยซอกแซกหาร้านใหม่ๆ บรรยากาศดีมาคอยอัพเดท ลงรูปสวยๆ ให้ทุกคนได้อิจฉา

“ใกล้-ไกล ร้านเล็ก ไม่มีที่จอดรถไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ได้ Check-in”!!

จะเห็นได้ตามเว็บไซต์ กระทู้ชื่อดัง เพจต่างๆ ที่ต้องทำคอนเทนต์ออกมาให้โดนใจผู้บริโภค บอกรายละเอียดครบครัน แล้วเมื่อสิ่งนั้นเข้าไปกกระแทกใจได้ ผู้บริโภคเหล่านั้นจะกลายเป็นกระบอกเสียงของร้าน โดยที่ร้านไม่ต้องเสียงเงินโฆษณาแม้แต่บาทเดียว

รู้แบบนี้แล้ว..ลองลงมือทำการตลาดสักอย่างดูว่าสิ่งนั้นจะปัง หรือแป้ก แล้วคุณจะสามารถเจาะใจ จุดกระแสการตลาดได้มากน้อยแค่ไหน…ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย และน่าลองเสี่ยงดูเหมือนกัน

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การตลาด