Huawei รายได้ปี 2565 เพิ่มเล็กน้อย แต่กำไรลดหนัก 69% การกีดกันของสหรัฐเป็นเหตุ

หัวเว่ย Huawei กำไรลด
สำนักงานใหญ่ Huawei ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง/ AFP/ Jade GAO

หัวเว่ย (Huawei) เผยผลประกอบการปี 2565 รายได้ เพิ่มขึ้น 0.82% จากปี 2564 แต่กำไรลดลงมากถึง 69% เป็นผลมาจากการที่สหรัฐกีดกันบริษัทเทคจีนจากการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญ กระทบหลายหน่วยธุรกิจ 

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (Huawei Technologies Co., Ltd.) ประเทศจีน แถลงผลประกอบการปี 2565 ว่าบริษัทมีรายได้ในปี 2565 จำนวน 642,000 ล้านหยวน (ประมาณ 93,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กำไรสุทธิ 35,600 ล้านหยวน (ประมาณ 5,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 

รายได้ 642,000 ล้านหยวนในปี 2565 นั้นเพิ่มขึ้น 0.82 % จากปี 2564 ซึ่งรายได้อยู่ที่ 636,800 ล้านหยวน ส่วนกำไรจำนวน 35,600 ล้านหยวน ลดลงมากถึง 69% จากปี 2564 ที่มีกำไร 113,700 ล้านหยวน เป็นการลดลงมากที่สุดตลอดกาล มากกว่าสถิติก่อนหน้านี้ในปี 2554 ซึ่งลดลง 54% จากปี 2553 

รายได้ของหัวเว่ยจำแนกที่มาของรายได้ตามกลุ่มธุรกิจ 3 กลุ่ม คือ รายได้จากกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่าย 284,000 ล้านหยวน รายได้จากกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร 133,000 ล้านหยวน และรายได้จากกลุ่มธุรกิจลูกค้าผู้บริโภคของหัวเว่ย 214,000 ล้านหยวน

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลอดปี 2562 และ 2563 หัวเว่ย ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนถูกกีดกันจากการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญของอเมริกัน เช่น ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google และส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตสมาร์ทโฟน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ นั่นทำให้ธุรกิจสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยซึ่งเคยเป็นเบอร์ 1 ของโลก ต้องตกอยู่ในสภาพพิการ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจลูกค้าผู้บริโภคของหัวเว่ย ซึ่งหน่วยธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ในกลุ่มนี้ มีรายได้ลดลงมากกว่า 11% จากปี 2564  

Advertisment

หัวเว่ยเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงสมาร์ทวอทช์ แต่ก็ประสบปัญหาในการขายอุปกรณ์นอกประเทศจีน เนื่องจากไม่สามารถใช้ Android ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แม้ว่าหัวเว่ยเปิดตัวระบบปฏิบัติการของตัวเองชื่อว่า HarmonyOS ซึ่งบริษัทระบุว่ามีการติดตั้งบนอุปกรณ์ 330 ล้านเครื่อง ณ สิ้นปี 2565 เพิ่มขึ้น 113% เมื่อเทียบกับปี 2564 แต่ระบบปฏิบัติการนี้ก็ไม่สามารถดึงดูดผู้ใช้นอกประเทศจีนได้ 

หัวเว่ย Huawei กำไรลด
REUTERS/ Michele Tantussi/ File Photo

ส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งรวมถึงการขายอุปกรณ์ให้กับบริษัทโทรคมนาคมสร้างรายได้ 284,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 0.9% จากปี 2564 แต่เป็นเพียงการฟื้นตัวขึ้นจากที่รายได้ปี 2564 ลดลงจากปี 2563 ซึ่งเป็นผลกระทบจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ห้ามหัวเว่ยไม่ให้เข้าถึงเครือข่าย 5G ซึ่งบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรได้ดำเนินการไปแล้ว ส่วนเยอรมนีกำลังพิจารณาที่จะดำเนินการ 

ด้วยความท้าทายทั้งในด้านธุรกิจให้บริการโครงข่ายและธุรกิจลูกค้าผู้บริโภค หัวเว่ยจึงพยายามที่จะกระจายธุรกิจของบริษัทไปยังธุรกิจใหม่ ๆ ส่วนกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ซึ่งรวมถึงรายได้จากการประมวลผลบนคลาวด์บางส่วน มีรายได้ 133,200 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2564 

หัวเว่ยพยายามนำโปรดักต์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงคลาวด์คอมพิวติ้งเข้าไปให้บริการในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น การเงินและการขุดเหมือง เพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ทำ digitalize บริษัทของตนเอง ซึ่งหัวเว่ยได้เปิดเผยรายได้จากธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าในปี 2565 ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งมีรายได้ 45,300 ล้านหยวน 

Advertisment

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังก้าวกระโดดตามความเฟื่องฟูของรถยนต์ไฟฟ้าของจีน และได้เปิดตัวรถยนต์ที่ร่วมพัฒนากับผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ Seres หน่วยธุรกิจ Intelligent Automotive Solutions ที่หัวเว่ยเพิ่งตั้งขึ้นทำรายได้ 2,100 ล้านหยวนในปี 2565 และหัวเว่ยบอกรายละเอียดว่าได้ลงทุนในหน่วยนี้ไปแล้ว 3,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 และปัจจุบันหน่วยธุรกิจนี้มีพนักงานวิจัยและพัฒนา 7,000 คน 

Huawei (หัวเว่ย) กำไรลด
ซาบรีนา เมิ่ง ประธานกรรมการบริษัทหมุนเวียนตามวาระ และผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน (CFO) ของหัวเว่ย/ REUTERS/ David Kirton

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของหัวเว่ย อีริค สวี (Eric Xu) ประธานกรรมการบริหารหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตลอดปี 2565 หัวเว่ยยังคงมีผลประกอบการที่มั่นคง และยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีการลงทุนทั้งปี 161,500 ล้านหยวน คิดเป็น 25.1% ของรายได้ทั้งปี และทำให้ยอดรวมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 977,300 ล้านหยวน 

“สำหรับปี 2565 สภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายและปัจจัยอื่น ๆ ของตลาดยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหัวเว่ย แต่ท่ามกลางมรสุมในครั้งนี้ เรายังคงต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำทุกอย่างภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานเพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ เรายังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเติบโต สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ เพื่อรักษาความอยู่รอดและวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคต” 

ซาบรีนา เมิ่ง (Sabrina Meng) ประธานกรรมการบริษัทหมุนเวียนตามวาระ และผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน (CFO) ของหัวเว่ย กล่าวว่า แม้ว่าในปี 2565 ที่ผ่านมาจะมีแรงกดดันมากมาย แต่ผลประกอบการทางธุรกิจโดยรวมยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และสถานะทางการเงินของหัวเว่ยยังคงแข็งแกร่ง มีความยืดหยุ่นและมั่นคง การใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2565 ซึ่งเป็นยอดใช้จ่ายที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของหัวเว่ย แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาแห่งความกดดัน หัวเว่ยยังคงพร้อมรับมือด้วยความมั่นใจ 

สำหรับในประเทศไทย หัวเว่ยได้ประกาศถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเป้าหมายในการฝึกอบรมนักพัฒนากว่า 20,000 คน รวมไปถึงวิศวกรพลังงานสะอาดอีกกว่า 10,000 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในปี 2566 นี้ หัวเว่ยจะเดินหน้าตามแผนฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีกว่า 14,000 คน ผ่านโครงการเรือธงอย่าง Huawei ASEAN Academy 

และเดวิด หลี่ (David Li) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัทในเรื่อง “เติบโตในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย”