หัวเว่ย ยอมรับธุรกิจมือถือเหนื่อย แต่ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานแกร่ง

ผู้บริหารใหม่ หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย เผยวิชั่นขับเคลื่อนธุรกิจเน้น “คน-คลาวด์” ยอมรับธุรกิจมือถือซบเซา แต่ฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน ICT เติบโต มีความต้องการต่อเนื่อง พร้อมช่วยดันไทยเป็น “ดิจิทัลฮับ”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย คนล่าสุด เปิดเผยว่า ตนยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าธุรกิจฝั่งมือถือ (Sell Phone) มีความซบเซาที่ความต้องการถดถอยลงจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะด้านกำลังซื้อ ในขณะเดียวกัน ธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศโทรคมนาคม (ICT) กลับพบว่ามีความต้องการที่ยั่งยืนต่อเนื่อง (Sustainability Demand) อีกทั้งการมาถึงของเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งคลาวด์ และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งหัวเว่ยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในไทยไปแล้วกว่า 1.9 พันล้านบาท

“ผมได้ทำงานในเมืองไทยมาเเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราอยู่ในช่วงที่กำลังปรับใช้ 4G ที่เทคโนโลยีหลายอย่างต้องนำมาจากต่างประเทศ วันนี้การใช้อินเทอร์เน็ตและ 5G ของประเทศไทยมีความยูนีกมาก เราปรับใช้อย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย วันนี้เทคโนโลยี 5G ในเอเชียไม่ใช่ฝั่งยุโรปอีกต่อไป” นายเดวิด หลี่ กล่าว

เปิดวิชั่นมุ่ง 5G คลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้

นอกจากนี้ นายหลี่ ได้เปิดเผย แผนกลยุทธ์ธุรกิจสำหรับตลาดประเทศไทยในปี พ.ศ. 2566 โดยจะ เน้นผลักดันด้าน 5G อุตสาหกรรมดิจิทัล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบุคลากรไอซีที โดยในปีนี้ หัวเว่ยจะมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและนักพัฒนาที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่ยนประเทศไทย โดยเฉพาะนักพัฒนาที่เชี่ยวชาญด้าน “คลาวด์” และ “พลังงานดิจิทัล” ทั้งยังเปิดเผยถึงความสำเร็จของหัวเว่ย ประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากการร่วมผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน 5G คลาวด์ พลังงานดิจิทัล และอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่น ๆ ในประเทศไทย เสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และยกระดับศักยภาพบุคลากรไอซีที พร้อมมุ่งผลักดันพันธกิจ “เติบโตพร้อมกับประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย (Grow in Thailand, Contribute to Thailand)” อย่างต่อเนื่อง

“หัวเว่ยจะร่วมผลักดันประเทศไทยให้ขึ้นสู่การขึ้นเป็นดิจิทัลฮับแห่งอาเซียนและผลักดันภาคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยและสามารถช่วยผลักดันการพัฒนาในภาคสังคมได้

ทั้งนี้ หัวเว่ยจะใช้เครือข่ายไฟเบอร์เพื่อเชื่อมต่อทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และจะขยายความครอบคลุมของโครงข่ายเข้าไปในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งในปีนี้เราจะมุ่งขยายความครอบคลุมของโครงข่ายแบบไฟเบอร์ในชนบทของประเทศไทยและทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อให้สามารถส่งมอบบริการ 5G ที่มีคุณภาพและมีราคาที่สามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ หัวเว่ยจะสนับสนุนด้านการสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้และหลักปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับเทคโนโลยี 5G ให้แก่หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในไทย และลูกค้าของเรา รวมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลให้แก่โครงสร้างพื้นฐานไอซีทีในไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่อีโคซิสเต็มด้านไซเบอร์ของประเทศ

ในด้านการปกป้องข้อมูล หัวเว่ยจะช่วยสนับสนุนธุรกิจและสตาร์ทอัพต่าง ๆ ในไทยให้มาปรับใช้คลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตาม พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับดัชนีความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับโลก (GCI) ให้แก่ประเทศ

โฟกัสสร้างแรงงานดิจิทัล 20,000 คน

นายหลี่ กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงเป้าหมายของหัวเว่ยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เพียงความสำเร็จทางธุรกิจ  แต่ยังให้ความสำคัญถึงคุณค่าทางสังคมและการบ่มเพาะบุคลากรในประเทศ

“ในปีนี้ หัวเว่ย ประเทศไทยจะมุ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการสร้างบุคลากรไอซีทีในไทย โดยเฉพาะการมุ่งฝึกอบรมนักพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้ได้ถึง 20,000 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม บ่มเพาะทักษะทางเทคโนโลยีที่มีความสำคัญให้แก่นักพัฒนาไทย และช่วยพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในไทย ผ่านการส่งมอบใบรับรองและต่อยอดโครงการด้านการฝึกอบรมต่าง ๆ ของหัวเว่ย

เช่น โครงการบ่มเพาะธุรกิจเอสเอ็มอี Spark Ignite โครงการรถดิจิทัลเพื่อสังคมซึ่งจะต่อยอดให้ครอบคลุมในพื้นที่ 10 จังหวัด ฝึกอบรมนักเรียนให้ถึง 2,000 คน งานสัมมนา Talent Talk เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัลจากภาคส่วนต่างๆ และโครงการ Seeds for the Future ที่จะมีทั้งการฝึกอบรม มอบทุนการศึกษา และการแข่งขันในกลุ่มเยาวชน เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะด้านดิจิทัล มีคุณภาพ และมีความพร้อมสำหรับตลาดดิจิทัลของไทยในอนาคต”

นอกจากนี้ หัวเว่ย ประเทศไทย ยังจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานดิจิทัล และวางแผนจะขยายการเติบโตของกลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัลให้เป็นผู้นำตลาดประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) ให้เพิ่มขึ้น เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถช่วยสนับสนุนประเทศไทยได้ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ โซลูชัน และหลักปฏิบัติด้านพลังงานดิจิทัลของเรา ด้วยทีมบุคลากรและพาร์ทเนอร์ในประเทศระดับคุณภาพของเรา เราหวังว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีและหลักปฏิบัติในระดับโลกมาช่วยผลักดันให้ประเทศไทยในการมุ่งสู่ผู้นำในอาเซียนด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน

นายเดวิด ยังได้กล่าวปิดท้ายถึงความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของหัวเว่ย ประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาว่า หัวเว่ยได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมาโดยตลอด ครอบคลุมทั้งด้านการผลักดันโครงข่ายและการประยุกต์ใช้ 5G ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การติดตั้งศูนย์ข้อมูลคลาวด์ในประเทศไทยถึง 3 แห่งและการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์กว่า 300 ราย การนำโซลูชันเข้าประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมของไทยกว่า 10 ประเภท การผลักดันพลังงานดิจิทัลเพื่อช่วยสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย การร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการมีส่วนร่วมพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีไทยกว่า 60,000 ราย