Skip to content

Grab เตรียมปลดพนักงาน ลดต้นทุน สู้ศึกธุรกิจเรียกรถ-ส่งอาหารครั้งใหม่

20 มิ.ย. 2566 | 13:49น.
Grab เตรียมปลดพนักงาน ลดต้นทุน สู้ศึกธุรกิจเรียกรถ-ส่งอาหารครั้งใหม่

สื่อนอกรายงาน Grab เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ หวังลดต้นทุนเพื่อแข่งขันในตลาดเรียกรถ-ส่งอาหารในอาเซียน ที่คู่แข่งลดต้นทุนไปก่อนและถล่มโปรโมชั่นแย่งลูกค้าแกร็บ ทำให้นักลงทุนกดดันให้แกร็บเร่งลดต้นทุนและทำกำไร

วันที่ 20 มิถุนายน 2566 บลูมเบิร์ก รายงานว่า Grab เตรียมปลดพนักงานรอบใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตแพร่ระบาดโควิด-19 เนื่องจากบริษัทเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในการใช้บริการเรียกรถและส่งอาหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระลอกใหม่

การปรับลดมีกำหนดจะประกาศในสัปดาห์นี้ และมีแนวโน้มที่จะมากกว่าการปลดพนักงานครั้งก่อน คือในช่วงปี 2563 ที่ลดพนักงานลง 5% หรือประมาณ 360 คน

แม้ว่าธุรกิจของ Grab ในประเทศไทยจะพลิกมาทำกำไรตามรายงานผลประกอบการปี 2565 อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กระบุว่า Grab ในสิงคโปร์ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ Grab ผู้นำตลาดแพลตฟอร์มเรียกรถรับจ้างและจัดส่งด่วนอาหาร-ของชำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากต้องใช้ไปกับการเติบโตและการแข่งขันจากคู่แข่ง เช่น GoTo Group (GOTO) ของอินโดนีเซีย

ราคาหุ้น GRAB ร่วงลงประมาณ 70% นับตั้งแต่เปิดตัวในตลาดหุ้นในนิวยอร์กเมื่อปลายปี 2564 แม้ว่าบริษัทจะลดการขาดทุนและให้คำมั่นว่าจะรายงานผลกำไรให้ได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

บลูมเบิร์กระบุด้วยว่า การปรับลดของราคาหุ้น และการเตรียมการปลดคน ชี้ให้เห็นว่า Grab กำลังยอมจำนนต่อแรงกดดันของนักลงทุน ที่ต้องการให้บริษัทลดต้นทุนให้เร็วขึ้น

เนื่องจากช่วงหลังวิกฤตโควิด Grab มีแผนการลดค่าใช้จ่ายช้ากว่าคู่แข่งในภูมิภาค เนื่องจาก GoTo และ Sea Ltd. (SE) ของสิงคโปร์ได้เลิกจ้างงานหลายพันคน เมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ Grab ได้เพิ่มพนักงานมากกว่า 3,000 คนในปี 2565 สาเหตุหลักมาจากการเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต Jaya Grocer ทำให้มีพนักงานทั้งหมด 11,000 คน

นอกจากนี้ Grab แกร็บยังเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัว เนื่องจากพิษกำลังซื้อต่ำจากลูกค้าที่ต้องต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ในขณะที่บริษัทรายงานผลการดำเนินธุรกิจรายไตรมาสแสดงให้เห็นว่าการขาดทุนมีแนวโน้มลดลง แต่มูลค่าของบริษัทกลับเพิ่มขึ้นเพียง 3% ในช่วงไตรมาส 1/2566 ซึ่งลดลง 24% จากทั้งปี 2565 นอกจากนี้ การเติบโตของผู้ใช้ยังชะลอตัวลง เนื่องจากคู่แข่งถล่มโปรโมชั่นลดราคาระลอกใหม่เพื่อชิงฐานลูกค้า

ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รายงานไปว่า ธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถในไทย กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นจากการเปิดประเทศ และมีจำนวนนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา ทำให้แพลตฟอร์มเรียกรถหลายรายเริ่มเปิดศึกโปรโมชั่นครั้งใหม่ และยังมีผู้ท้าชิงรายใหม่อย่าง Bolt แพลตฟอร์มสัญชาติเอสโตเนียที่เข้ามาชิงเค้กตลาดแอปเรียกรถโดยเฉพาะ