รู้จักระบบ “งานพ่วง” ฟู้ดดีลิเวอรี่ ชนวนเหตุ “ไรเดอร์” เดือด

ไลน์แมน
Jack TAYLOR / AFP

รู้จักระบบ “งานพ่วง” ในระบบฟู้ดดีลิเวอรี่ สั่งอาหารหลายรายการในครั้งเดียว ชนวนเหตุ “ไรเดอร์” เดือด

วันที่ 28 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หนึ่งในประเด็นปัญหาที่ทำให้พาร์ตเนอร์คนขับ หรือไรเดอร์ บริการฟู้ดดีลิเวอรี่ โดยสมาคมไรเดอร์แห่งประเทศไทย ออกมาร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน และสวัสดิการต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากระบบงานใหม่ที่เรียกว่า “งานแบตช์” (Batch Order) หรือระบบ “งานพ่วง” ที่ให้ไรเดอร์รับงานที่มีหลายคำสั่งซื้อ

ระบบงานพ่วงคืออะไร ?

จากข้อมูลบนเว็บไซต์ linemanrider.com ระบุว่า งานพ่วง หรืองานที่ไรเดอร์มักเรียกว่า “งานแบตช์” คืองานที่ระบบจัดสรร และพ่วงงานเข้าไปกับออร์เดอร์แรก เพื่อให้ไรเดอร์สามารถใช้เวลาได้คุ้มค่า และรับรายได้ที่เหมาะสม โดยระบบจะจัดหาออร์เดอร์จากงานประเภทส่งอาหารจากร้านเดียวกัน และมีจุดส่งหลายจุด

บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด (LINE MAN) ชี้แจงว่าระบบงานพ่วงหรือการให้บริการส่งอาหารที่มีหลายคำสั่งซื้อ มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อของลูกค้าในช่วงเวลาที่มีคำสั่งซื้อปริมาณสูง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดรับไรเดอร์เพิ่มในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้ไรเดอร์ในพื้นที่มีโอกาสได้งานเพิ่มขึ้น ประหยัดเวลา และต้นทุนด้านการเดินทางมากขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ค่ารอบโดยรวมที่เหมาะสมจากระยะทางที่เพิ่มขึ้น และเงินพิเศษเบี้ยขยันต่าง ๆ (อินเซนทีฟและหรือโบนัส) ด้วย

ส่องรายได้ไรเดอร์

เว็บไซต์ linemanrider.com ยังเปิดเผยถึงการแบ่งรายรับจากระบบงานพ่วงว่ามีด้วยกัน 2 รูปแบบ ได้แก่

1.ค่ารอบรายรับของออร์เดอร์ที่สองและสามในระบบงานพ่วงจะคำนวณเพิ่มจากออร์เดอร์แรก โดยรายรับจากออร์เดอร์แรกที่ไรเดอร์เลือกรับแล้วจะเป็นรายรับเริ่มต้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

2.เบี้ยขยัน (โบนัส/อินเซนทีฟ) แบ่งเป็น โบนัสต่อออร์เดอร์ ซึ่งไรเดอร์จะยังได้รับโบนัสต่อออร์เดอร์ ตามประกาศบนแอปพลิเคชั่น และมีการจ่ายเมื่อไรเดอร์จัดส่งทุกออร์เดอร์ของงานพ่วงสำเร็จ

  • อินเซนทีฟทุกรูปแบบ : ไรเดอร์จะยังคงได้รับอินเซนทีฟตามประกาศบนแอป โดยการทำจ่ายจะเกิดขึ้นภายในวันถัดไป ทั้งนี้ การนับรอบอินเซนทีฟจะนับจากจำนวนออร์เดอร์ทั้งหมด ไม่ใช่จำนวนงานพ่วงที่ไรเดอร์ทำสำเร็จ อย่างไรก็ตาม การรับงานพ่วงจะช่วยให้ไรเดอร์สามารถเพิ่มจำนวนออร์เดอร์ที่ทำสำเร็จต่อช่วงเวลาได้เร็วขึ้น

ตัวอย่างการคำนวณค่ารอบตามสูตรของ LINE MAN

1.ค่ารอบเริ่มต้นงานเดี่ยว 43 บาท
2.ค่ารอบเริ่มต้นงานพ่วง 17 บาท
3.ค่ารอบคิดตามระยะทางระหว่างร้านที่หนึ่งถึงลูกค้ารายสุดท้าย

ถ้าระยะทางทั้งหมดเป็น 8 กิโลเมตร วิธีคิดค่ารอบตามระยะทางจะเป็นดังนี้

  • กิโลเมตรที่ 0-2.99 รวมอยู่ในค่ารอบเริ่มต้น
  • กิโลเมตรที่ 3-5.99 เป็น 5.10 บาท/กิโลเมตร
  • กิโลเมตรที่ 6-8.99 เป็น 5.95 บาท/กิโลเมตร

ดังนั้น ค่ารอบจากการรับงานพ่วงครั้งนี้ เท่ากับ 43+17+(5.10×3)+(5.95×2) = 87.20 บาท

ปัญหาที่เกิดจากระบบงานพ่วง

แม้บริษัทจะมองว่าระบบงานพ่วงจะช่วยให้ไรเดอร์ใช้เวลาได้คุ้มค่าในการจัดการออร์เดอร์จำนวนมากในคราวเดียว แต่ไรเดอร์และผู้ใช้บริการจำนวนหนึ่งไม่ได้คิดเช่นนั้น

ตัวแทนไรเดอร์จากสมาคมไรเดอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบงานพ่วงที่หลาย ๆ บริษัทใช้กัน ให้ค่ารอบไม่สมเหตุสมผลกับการทำงาน ทั้งที่เก็บค่า GP จากร้านค้าถึง 35% และเก็บค่าบริการจากลูกค้าเต็มราคา ทำให้ไรเดอร์ส่งอาหารช้าลงจนมีปัญหากับลูกค้า

“พอลูกค้าแจ้งกลับไปยังบริษัท บริษัทก็ติดแบนเรา ลงโทษเรา ทั้ง ๆ ที่สาเหตุมาจากระบบงานซ้อน ถ้าไรเดอร์ตัดงาน หรือไม่รับงานที่ซ้อนเข้ามา บริษัทก็จะสั่งพักงานเรา 10 นาที”


ในฝั่งผู้ใช้บริการฟู้ดดีลิเวอรี่ที่เคยมีประสบการณ์ในการสั่งอาหารผ่านระบบดังกล่าวจำนวนหนึ่งได้ออกมาเล่าประสบการณ์ของตนเองเช่นกัน มีทั้งได้รับอาหารล่าช้ากว่าปกติทั้งที่ร้านอยู่ใกล้ที่พัก และได้รับอาหารไม่ตรงกับรายการที่สั่ง เช่น สั่งกะเพราถาด แต่ได้ข้าวมันไก่ เป็นต้น คาดว่ามีการส่งสลับออร์เดอร์กัน