โทร.บ่อยต้องเช็ก “ดีอี” สั่งระงับเบอร์ที่โทร.ออกผิดปกติ 100 ครั้ง/วัน

ภูมิธรรม เวชยชัย - ประเสริฐ จันทรรวงทอง

เบอร์ที่โทร.ออก 100 สายต่อวันมีหนาว “ดีอี” จี้ กสทช.-โอเปอเรเตอร์มือถือตรวจสอบเข้มการใช้เลขหมาย สั่งระงับแล้วกว่าหมื่นเบอร์ ชี้พฤติการณ์เข้าข่ายมิจฉาชีพ

วันที่ 12 ธันวาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความเดือดร้อนจากการถูกหลอกและโกงจากภัยไซเบอร์เป็นความทุกข์ร้อนของคนในประเทศ นายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องขจัดภัยร้ายนี้ให้ออกจากสังคมไทย เพราะทุก ๆ ที่ที่ไปเยี่ยมเยียนประชาชนมีการร้องทุกข์อย่างมาก จึงมีข้อสั่งการให้รัฐบาลดำเนินขจัดภัยนี้อย่างเร่งด่วน จึงให้กระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กสทช. เร่งดำเนินการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ได้มีการใช้มาตรการเข้มข้นในการจัดการร่วมกับ กสทช. และ Operator (ผู้ให้บริการมือถือ) โดยพุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบเบอร์ โทร.ที่ โทร.ออกมากผิดปกติต่อวัน เช่น 100 ครั้งต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่น่าสงสัย

ตั้งแต่วัน 9-11 ธันวาคม ได้ตรวจสอบร่วมกับโอเปอเรเตอร์ พบความผิดปกติทั้งสิ้น 12,500 เบอร์ และจะพักใช้ทุกเบอร์ทันทีในวันนี้

“รวมทั้งจะมีการประชุมยกระดับมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นการทำงานเชิงรุก อีกตัวอย่างคือ ตอนนี้มี 6 ล้านเลขหมายที่ขึ้นทะเบียนแบบไม่ถูกต้อง เข้าข่ายผิดกฎหมาย และอยากเร่งรัดผู้ถือครองซิมมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน หากไม่มาดำเนินการเราจะระงับการ โทร.ออก และให้รับสายได้อย่างเดียว”

สำหรับสาเหตุและการใช้งานซิมโทรศัพท์ที่เป็นเหตุของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พบว่าซิมม้าหรือซิมที่คนร้าย หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงประชาชนทางออนไลน์ พบพฤติกรรมที่ต้องสงสัยในการใช้งานเพื่อเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงสร้างปัญหากับประชาชนเป็นอย่างมาก

กล่าวคือซิมโทรศัพท์หนึ่งเบอร์ใช้ โทร.ออกมากกว่า 100 ครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และยังขาดการป้องกันที่ดีพอ หรือพบการลงทะเบียน หรือชื่อผู้ใช้งานที่ถือครองซิมเป็นหลายร้อยเลขหมาย ที่ยังไม่ได้ยืนยันแสดงตัวตนให้ถูกต้อง อาจเป็นช่องทางของผู้ร้ายในการใช้ซิมม้าในการก่ออาชญากรรม

“ที่ผ่านมาดีอีได้จัดประชุมร่วมกับ กสทช. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รวมถึงภาคเอกชนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด, บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า” รัฐมนตรีดีอีกล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้บัตรประจำตัวชาวต่างด้าวมาลงทะเบียนซิมการ์ดเปิดใช้งานและขายให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางให้โจรใช้ในการหลอกลวงประชาชน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจับกุมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ อาทิ ที่ แม่สอด จังหวัดตาก พร้อมของกลางซิมพร้อมใช้งาน 4,379 หมายเลข และที่ชุมพรพบของกลางกว่า 10,000 หมายเลข

และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช., พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ด้านกฎหมาย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เชิญผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกอบด้วยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด, บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมพร้อมด้วย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือเพื่อดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

1.มอบหมายผู้รับใบอนุญาตตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการประเภทบุคคลธรรมดาแบบชำระค่าบริการล่วงหน้า (Prepaid) ที่มีการ โทร.ออกตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไปต่อวัน ในช่วงวันที่ 9-11 ธันวาคม 2566 และรายงานจำนวนผู้ใช้บริการที่มีการใช้งานในลักษณะดังกล่าวมายังสำนักงาน กสทช. ภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2566 ทางอีเมล์ [email protected]

2.ให้ผู้รับใบอนุญาตศึกษาทางเทคนิค เพื่อหาวิธีเก็บข้อมูลการ โทร.ออก โดยให้รวมถึงการ โทร.ที่ไม่สำเร็จ (โทร.ออกแต่ไม่มีผู้รับสาย)

3.ให้ผู้รับใบอนุญาตพิจารณาการจัดทำทะเบียน White list ผู้ใช้บริการทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่อาจมีการ โทร.ออกตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไปต่อวัน แต่มิได้ใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (เช่น ตัวแทนจำหน่ายประกัน หรือ Call Center ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป)

4.กรณีศูนย์ AOC ตรวจสอบพบว่าหมายเลขโทรศัพท์ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” (Tier 1) ให้ศูนย์ AOC แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการยกเลิกการให้บริการได้โดยทันที และผู้รับใบอนุญาตจะต้องการขยายผลการตรวจสอบเลขหมายอื่นของผู้ใช้บริการรายดังกล่าว (Tier 2) รวมทั้งแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นทราบและตรวจสอบด้วย โดยผู้รับใบอนุญาตจะระงับการให้บริการเลขหมาย Tier 2 เพื่อให้ผู้ใช้บริการมารายงานตน


5.กรณีเลขหมายที่อาจเข้าข่ายว่ากระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ศูนย์ AOC จะเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้รับใบอนุญาตส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิจารณาการกระทำความผิด ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ตรวจสอบเส้นทางทราฟฟิกกรณีมีการใช้หมายเลขปลอม