ผ่านไปแล้ว 1 ปี ของการควบรวมกิจการของยักษ์โทรคมนาคมไทย “ทรู-ดีแทค” ในนาม “ทรู คอร์ปอเรชั่น” ภายใต้การนำของ “มนัสส์ มานะวุฒิเวช” ที่ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2567 สู่การเป็น Telco-Tech Company ตั้งเป้าพลิกรายได้สู่การทำกำไรในปีนี้ และมุ่งไปยังการพัฒนาเทคโนโลยี และอีโคซิสเต็มด้าน “เอไอ-ออโตเมชั่น” สู่การเป็นองค์กรออโตเมชั่น 100% ในปี 2570
หนึ่งปีแห่งการปรับโครงสร้าง
“ตลอดปีมานี้ เราทำงานได้เกินความคาดหวัง มีไดเร็กชั่นที่ชัดตั้งแต่ระดับบอร์ด ผู้บริหารจนถึงพนักงาน ทำให้การปรับลีนองค์กรทำได้อย่างดี แม้มีกระทบกระทั่งกันบ้างก็ลิ้นกับฟัน แต่ทุกคนชัดเจนในทิศทางและทำงานเพื่อบริษัท”
ปีที่ผ่านมาเป็นปีของการปรับโครงสร้างลีนองค์กรจนมีความพร้อมในปีนี้ที่จะทรานส์ฟอร์มอย่างต่อเนื่องสู่การเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ มีการวาง Future Organization ที่จะสร้างพนักงานและองค์กรให้เป็น Digital Citizen มีสกิลใช้งานเอไอ และสร้างเอไอได้
“ในปี 2570 เราจะเป็นองค์กรอัตโนมัติ 100% โดยเฉพาะการทำงานแบบ Paperless”
เรื่อง “เอไอ” มีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในงาน World Economic Forum ที่ผ่านมา ตอกย้ำให้เห็นว่าบริษัทมาถูกทาง โดยวางกลยุทธ์ที่จะเป็นเสาหลักในการทรานส์ฟอร์มไว้ 3 แกน คือ 1.Future Organization 2.World-Class Customer Experience พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ยกระดับประสบการณ์การใช้งาน 5G ด้วยการอัพเกรดเทคโนโลยีเครือข่าย
เทียบมาตรฐานชั้นนำของโลก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซ CO2 เตรียมพร้อมเป็นเครือข่ายเดียว (One Integrated Network) รวมไปถึงการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ทุกย่าน พัฒนา BNIC (Business Network Intelligence Center) ใช้เทคโนโลยี AI ออกแบบบริการ และนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงให้ลูกค้า (Hyper-personalize Services)
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เรื่องที่ 3 Digital Growth Champion เชื่อมผู้ใช้บริการเข้ากับไลฟ์สไตล์ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเติมเต็มการใช้ชีวิต ด้วยการสร้างอีโคซิสเต็มดิจิทัลให้ครอบคลุม มี API เชื่อมโยงแพลตฟอร์มต่าง ๆ เชื่อมพาร์ตเนอร์เพื่อให้บริการลูกค้า
แม่ทัพทรูคอร์ปกล่าวว่า นอกจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเติมเต็มวิถีชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นแล้ว ยังสร้างประโยชน์ในการให้บริการลูกค้า บริหารต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้ด้วย
“ปีนี้เรามีความพร้อมที่จะพลิกสู่การทำกำไร เห็นได้จากผลประกอบการที่ EBITDA โตขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าปี 2567 กำไรขั้นต้นจะโตทุกไตรมาส และในปี 2568 ก็จะสร้างกำไรสุทธิได้”
เป้าหมายของการควบรวม คือต้องการสร้างเทคโนโลยี และอีโคซิสเต็มจากพื้นฐานโทรคมนาคมเป็น “Telco-Tech Company” มีทั้ง AI, Machine Learning (ML), IOT, Blockchain, Clound, Data Center และการวิเคราะห์เชิงลึก (Data Analytics) และอื่น ๆ บนรากฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งช่วยสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มองค์กรธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งการเกษตร โรงงาน ค้าปลีก และที่พักอาศัย โดยตั้งเป้ารายได้จากบริการดิจิทัลโซลูชั่นเติบโต 2 เท่า ภายในอีก 3 ปี
“อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ มะลิ ที่เคยเป็นเอไอแชตบอตคอยบริการลูกค้า ปีนี้จะอัพเกรดเป็น Humanoid Robotเป็นทั้งผู้ช่วยอัจฉริยะให้ลูกค้า พนักงาน ช่วยออกแบบไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมกับลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงได้ด้วย”
“มะลิ” คือปลายทางของการผสมผสาน และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใช้เองจากในองค์กรเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแห่งอนาคตได้ตามเป้าหมาย
จับตาประมูลคลื่นปีหน้า
“มนัสส์” กล่าวถึงแผนการลงทุนโครงข่ายในปี 2567 ด้วยว่า อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนภายในโครงข่าย สัญญาณ อินเทอร์เน็ต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต่าง ๆ เช่น เอไอ 1.2 หมื่นล้านบาท อีก 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นงบฯการควบรวมและงบฯลงทุนประจำ
เมื่อถามเรื่องคลื่นความถี่ภายใต้สัญญาของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) ที่จะหมดอายุในปี 2568 ซึ่งบริษัทเช่าใช้คลื่น 850Mhz และ 2300MHz โดย กสทช. มีแผนที่จะนำออกประมูลใหม่ ได้คำตอบว่า ในแง่ผู้ประกอบการ “คลื่น” จำเป็นที่สุด แต่คงต้องรอดูเงื่อนไข และกติกาของ กสทช.ด้วยว่าจะเป็นรูปแบบใด
“ถามว่าการประมูลเราสนใจไหม แน่นอนว่าคลื่นจำเป็น เป็นเรื่องของธุรกิจ ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง การมีไทม์ไลน์ที่เหมาะสม มีเวลาให้เราปรับตัว โรดแมป กสทช.จะเอาคลื่นอะไรมาใช้บ้าง ต้องไม่ลืมว่าประเทศเราค่าคลื่นความถี่แพงที่สุดในโลก ต้องดูว่าตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศสมควรไหม หรือควรเริ่มต้นประมูลเพื่อประคับประคอง 5G ทั้ง 850Mhz 2100Mhz 2300Mhz 3500Mhz ให้ไปได้จนกว่า 6G จะมา เทคโนโลยียังเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนก็ต้องลงทุนใหม่อีก
คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือหนัก
สำหรับข้อกังวลจากรายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2566 ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ของสภาพัฒน์โดยเฉพาะเรื่องราคาค่าบริการรายเดือนของโทรศัพท์มือถือ และคุณภาพสัญญาณนั้น แม่ทัพทรูยืนยันว่า การรวมโครงข่ายแบบ Single Grid และการโรมมิ่งสัญญาณช่วยเพิ่มคุณภาพการใช้งาน และในปีนี้ประสบการณ์ในการใช้ 5G จะดีขึ้นกว่าเดิม
“วันนี้พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปมาก จากสถิติปีที่ผ่านมาใช้เวลาเพื่อความบันเทิงและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตนานขึ้น จาก 4.40 ชม. ปี 2566 จะเป็น 5.38 ชม. ในปีนี้ เนื้อหาจากที่เคยเป็นข้อความหรือภาพ ก็เป็นวิดีโอขนาดต่าง ๆ การถ่ายโอนข้อมูลรูปภาพขึ้นสู่คลาวด์ ที่คนใช้อาจไม่เคยรู้ตัวว่ากดอนุญาตให้อัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่”
“มนัสส์” ย้ำว่า สิ่งเหล่านี้บริโภคข้อมูลมหาศาล กินแบนด์วิดท์มาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังไม่ใช่เพื่อความบันเทิง ทั้งเกม, หนัง และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เท่านั้น ในแง่การทำงานก็ต้องการใช้บริการมากขึ้น ซึ่งบริษัทในฐานะผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้คน