คำต่อคำ “เหริน เจิ้งเฟย” หัวเว่ยจะยืนหยัดและมุ่งมั่นทำงานของเรา

(AP /Vincent Yu)

ยังคงเป็นกระแสร้อนต่อเนื่องสำหรับสงครามการค้า “จีน-สหรัฐ” ที่มียักษ์ใหญ่โทรคมนาคมแดนมังกรอย่าง “หัวเว่ย” เป็นเป้าหมาย

แม้ว่าผู้บริหารหัวเว่ยในประเทศไทยจะไม่มีอำนาจตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์นี้เอง แต่ล่าสุด “โจว เจิ้น” ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและการสื่อสาร ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) ได้เปิดพื้นที่หน่วยวิจัย OPEN LAB ณ อาคาร G TOWER กรุงเทพฯ โชว์ศักยภาพ 5G พร้อมส่งมอบบทสัมภาษณ์ เวอร์ชั่นภาษาไทย แบบคำต่อคำ ของ “เหริน เจิ้งเฟย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง หัวเว่ย ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน เมื่อ 21 พ.ค. 2562

แม้ไม่ใช่บทสัมภาษณ์ล่าสุดแบบสดๆ ร้อนๆ แต่ “เหริน เจิ้งเฟย” ได้ตอบคำถามด้วยแง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การรับมือกับสงครามการค้าครั้งนี้เท่านั้น  แต่ยังสะท้อนแนวคิดของผู้นำองค์กรที่ก่อร่างสร้างความยิ่งใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ระบุชัดเจนผ่านตัวอักษร และ “นัยยะ” ที่ซ่อนไว้ระหว่างบรรทัดมากมาย “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอแบบจัดเต็ม

เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้ง “หัวเว่ย”

Q : สหรัฐอเมริกาได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับหัวเว่ย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะมีการผ่อนผันการแบนหัวเว่ยออกไป 90 วัน คุณมองเรื่องใบอนุญาตนี้อย่างไร คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในช่วง 90 วันนี้

เหริน : ก่อนอื่นเลย 90 วัน ไม่ได้มากมายสำหรับเรา เราเองก็ได้เตรียมการไว้แล้ว สำหรับเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำงานของเราให้ดี ส่วนสิ่งที่สหรัฐฯ จะทำนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา

ผมอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณบริษัทอเมริกันที่เราทำงานด้วย ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ช่วยให้เราเติบโตขึ้นจนเป็นเราในทุกวันนี้ พวกเขามีส่วนสนับสนุนเราอย่างมาก พวกเขาสอนเราถึงวิธีการที่ถูกต้องและการบริหารบริษัท อย่างที่คุณทราบกันนั่นแหละ บริษัทส่วนใหญ่ที่ให้บริการคำปรึกษาแก่หัวเว่ยนั้นอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงบริษัทหลายแห่งอย่าง IBM และ Accenture

ข้อสอง เราได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และอะไหล่จำนวนมากในสหรัฐฯ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อต้องเจอกับวิกฤติที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกได้ถึงความยุติธรรมและความเห็นอกเห็นใจที่บริษัทเหล่านั้นมีต่อเรา

เมื่อสองวันก่อน (19 พ.ค. 2562)  ราวๆ ตีสองหรือตีสาม อีริค ซุหวี่ (หนึ่งในประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย) ได้โทรมาหาผมและบอกว่าซัพพลายเออร์ในอเมริกาของพวกเราทำงานหนักเพียงใดเพื่อเตรียมสต็อกสินค้าให้เรา  ผมถึงกับน้ำตาไหล  ดังคำกล่าวของจีนที่ว่า การกระทำที่ชอบธรรมจะได้รับพลังสนับสนุนมหาศาล ขณะที่สิ่งที่ไม่ชอบธรรม จะได้ความช่วยเหลือเพียงน้อยนิด เพราะจนถึงปัจจุบัน บริษัทอเมริกันบางรายยังคงหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงเรื่องการขอนุมัติอยู่

สหรัฐฯ ได้เพิ่มหัวเว่ยเข้าใน Entity List นั่นหมายถึง หากบริษัทอเมริกันต้องการขายสินค้าให้กับหัวเว่ยจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย บริษัทอเมริกันก็ต้องทำตามกฎหมาย และกลไกทางเศรษฐกิจเช่นกัน พวกคุณที่เป็นสื่อจึงไม่ควรเอาแต่ตำหนิบริษัทอเมริกัน แต่ควรพูดชื่นชมพวกเขาด้วย หากจะต้องตำหนิก็ควรจะเป็นนักการเมืองสหรัฐฯ บางคน  ผมคิดว่าเราไม่ควรจะโยนความผิดโดยไม่แยกแยะ โดยไม่รู้ว่ามันจะตกอยู่กับคนที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าทำเช่นนั้น เราอาจจบลงด้วยการพุ่งเป้าไปผิดคน สื่อควรจะเข้าใจว่า บริษัทสหรัฐฯ เหล่านั้น และหัวเว่ยต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน  เราทั้งคู่เป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด

นักการเมืองสหรัฐฯ อาจจะประเมินเราต่ำเกินไป

ผมไม่อยากพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะ Ms. He Tingbo ประธานของ HI Silicon ได้อธิบายเรื่องพวกนี้อย่างชัดเจนไปแล้วในจดหมายถึงพนักงานของเธอ และหนังสือกระแสหลักทั้งในและนอกประเทศจีนก็ได้รายงานเรื่องจดหมายนี้กันไปหมดแล้ว

Q : คุณเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นว่า หัวเว่ยไม่ต้องการชิปจากสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหากับหัวเว่ย และในจดหมายถึงพนักงานหัวเว่ย คุณก็กล่าวว่า หัวเว่ยมีจุดแข็งและได้เตรียมการไว้แล้ว จุดแข็งของคุณมาจากไหนและคุณได้เตรียมการอะไรไว้บ้าง

เหริน :  สิ่งแรกเลยคือ เรายังต้องการชิปของสหรัฐฯ อยู่เสมอ พันธมิตรในสหรัฐฯ ของเรากำลังทำหน้าที่ของพวกเขาและขออนุมัติจากกรุงวอชิงตัน หากได้รับการอนุมัติ เราจะยังซื้อชิปจากซัพพลายเออร์เหล่านี้ แม้ว่า  เราอาจจะขายชิปให้กับบริษัทในสหรัฐฯ ได้ (เพื่อช่วยให้สหรัฐฯ สร้างผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น)

เราจะไม่ทิ้งพันธมิตรสหรัฐฯ ของเรา หรือหาทางเติบโตด้วยตัวเราเองทั้งหมด แต่เราจะเติบโตไปด้วยกัน

แม้ว่าบริษัทคู่ค้าของเราจะไม่สามารถส่งชิปได้มากเพียงพอ แต่เราก็ไม่มีปัญหา เพราะเราสามารถผลิตชิปคุณภาพสูงที่เราต้องการเองได้ทั้งหมด ในช่วงเวลา “ที่สงบสุข” เราใช้นโยบาย “1+1” คือ ชิปครึ่งหนึ่งมาจากบริษัทในสหรัฐฯ และครึ่งหนึ่งมาจากหัวเว่ย แม้ชิปของเราจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ผมก็ยังซื้อชิปที่มีราคาสูงกว่าจากอเมริกา เราไม่สามารถอยู่แยกจากโลกนี้ได้ ดังนั้นเราก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของมัน

ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของเรากับบริษัทในอเมริกาเป็นผลมาจากความพยายามหลายทศวรรษของทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์เหล่านี้จะไม่ถูกทำลายเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ ตราบใดที่บริษัทเหล่านี้ยังได้รับการอนุมัติจากวอชิงตัน เราก็จะซื้อสินค้าในปริมาณมากจากพวกเขาต่อไป หรือในกรณีที่พวกเขาไม่สามารถได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เราก็มีหนทางที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติ เราก็จะทำการค้าตามปกติของเรากับบริษัทสหรัฐฯ เหล่านี้ และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสังคมข้อมูลเพื่อมวลมนุษยชาติ เราไม่ต้องการที่จะทำงานอย่างโดดเดี่ยว

เราสามารถผลิตชิปได้ดีพอๆ กับที่บริษัทอเมริกันผลิตได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ซื้อชิปจากสหรัฐฯ

Q : คุณเคยพูดว่า หัวเว่ยจะไม่ทำงานแบบไม่มีใครรู้ และจะร่วมมือกับคนอื่น ตอนนี้คุณกำลังบอกว่า หัวเว่ยจะทำทั้งสองอย่าง นั่นหมายความว่า การผูกขาดทางการค้าของสหรัฐฯ และการแบนหัวเว่ย กำลังทำลายพื้นฐานระบบซัพพลายเชนของโลก และทำให้เกิดความวุ่นวายในตลาดใช่หรือไม่ สหรัฐกำลังกล่าวหาหัวเว่ยในหลายๆ ด้าน อาทิ ธรรมาภิบาลขององค์กรและการเงิน คุณคิดว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของการวิจารณ์ ทำไมถึงต้องพุ่งเป้าไปที่หัวเว่ย

เหริน : ผมไม่ใช่คนที่อ่านใจใครได้ เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว นักการเมือง(สหรัฐฯ) กำลังคิดอะไรอยู่ ผมคิดว่า เราไม่ควรจะตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวตั้งตัวตี เพียงเพราะเรามีความก้าวหน้ากว่าสหรัฐฯ

เทคโนโลยี 5G ไม่ใช่ระเบิดปรมาณู แต่เป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

ในด้านประสิทธิภาพ เครือข่าย 5G ดีกว่า 4G 20 เท่า และ 2G ถึง 10,000 เท่า สถานีฐานของ 5G ใช้พลังงานไฟฟ้าต่อบิตต่ำกว่า 4G 10 เท่า และขนาดเล็กกว่า 70%  สถานีฐานของ 5G มีขนาดเล็กมาก ประมาณเท่ากระเป๋าเอกสาร น้ำหนักก็เบาราว 20 กิโลกรัม คุณไม่จำเป็นต้องสร้างเสาโทรคมนาคมสำหรับสถานีฐาน 5G เพราะสามารถติดตั้งไว้ที่ไหนก็ได้  บนเสาหรือกำแพง มันสามารถทำงานได้เป็นสิบๆ ปี เพราะสร้างจากวัสดุกันสนิม  หมายความว่า อุปกรณ์ 5G สามารถที่จะติดตั้งได้แม้ในระบบน้ำทิ้งใต้ดิน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดยุโรป ซึ่งในพื้นที่หลายแห่งมีอาคารที่เก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และไม่สามารถสร้างเสาโทรคมนาคมขนาดใหญ่ได้เหมือนในประเทศจีน แน่นอนว่า เสาที่มีอยู่ในจีนจะไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไร้ประโยชน์ เพราะสถานีฐาน 5G สามารถที่จะติดตั้งไว้บนเสาเหล่านั้นได้ด้วย นั่นคือ เหตุผลที่เราไม่จำเป็นต้องสร้างเสาใหม่

ด้วยสถานีฐาน 5G ของเรา ลูกค้าของเราในยุโรปสามารถที่จะลดต้นทุนด้านวิศวกรรมลงได้ราว 10,000 ยูโรต่อสถานี  พวกเขาไม่ต้องใช้เครนในการติดตั้ง และไม่ต้องสร้างเสาใหม่  ในอดีต ลูกค้าของเราต้องใช้เครนในการติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นส่วนของสถานีฐานชิ้นใหญ่ๆ และจะต้องปิดถนนโดยรอบในระหว่างการติดตั้ง ตอนนี้พวกเขาสามารถติดตั้งสถานีฐาน 5G ได้ง่ายๆ ด้วยมือ มันง่ายจริงๆ

แบนด์วิดท์ของ 5G นั้นสูงมาก สูงในระดับที่สามารถรองรับเนื้อหาข้อมูลแบบรายละเอียดสูงในปริมาณมากได้ และส่งวิดีโอ 8K ได้อย่างง่ายๆ พวกเขาพูดกันว่า 5G จะลดต้นทุนลงได้สิบเท่า อันที่จริงมันน่าจะเป็น 100 เท่ามากกว่า

นั่นหมายความว่า   คนทั่วไปสามารถที่จะดูรายการทีวีความละเอียดสูง และสามารถเรียนรู้ได้มากมายจากรายการเหล่านี้ ในการพัฒนาขั้นต่อไป ทุกประเทศต้องพึ่งพาวัฒนธรรม ปรัชญาและการศึกษา สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของการพัฒนาชาติ

ดังนั้น 5G จะเปลี่ยนสังคมของเราให้ดีขึ้น ความหน่วงของเครือข่าย 5G ก็ต่ำมากๆ ดังนั้น 5G จะได้รับการนำไปใช้อย่างรวดเร็วในหลายๆ อุตสาหกรรมสำหรับทุกวัตถุประสงค์

Q : คุณคิดว่า ตลาดต่างประเทศจะถูกทำลายหรือไม่

เหริน : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ยุโรปจะไม่ดำเนินตามรอยเท้าของสหรัฐฯ และบริษัทสหรัฐฯ ส่วนใหญ่กำลังคุยกับเราอย่างใกล้ชิด

Q:  คุณคิดว่า ผลิตภัณฑ์ in house และ R&D ของหัวเว่ยมีสถานะเป็นอย่างไร และจดหมายจากประธาน HI Silicon เป็นประกันว่า หัวเว่ยสามารถเดินหน้าระบบซัพพลายให้ต่อเนื่องได้ การรับประกันนี้เป็นจริงหรือไม่ แล้วมีจุดที่วิกฤตหรือไม่ และมันคือส่วนไหน

เหริน : มันคุ้มค่าที่จะเรียนรู้จากบริษัทสหรัฐฯ ในเรื่องความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราล้าหลังในหลายๆ ด้าน

บริษัทอเมริกันเล็กๆ บางรายกำลังจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้าเหนือระดับ เราแค่เน้นในเรื่องธุรกิจของเราและกลายมาเป็นผู้นำ แต่เราไม่ได้พยายามที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับสหรัฐอเมริกาในระดับประเทศในระดับของธุรกิจ ผมคิดว่า ช่องว่างระหว่างหัวเว่ยและบริษัทสหรัฐฯ บางรายก็เล็กมากทีเดียว แต่ในระดับประเทศ มีช่องว่างที่ใหญ่มากๆ ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ช่องว่างในระดับชาติเกี่ยวข้องอย่างมากกับเศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศจีน มีฟองสบู่อยู่ในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงการกู้ยืมระหว่างบุคคล อินเทอร์เน็ต การเงิน และอสังหาริมทรัพย์  มีสินค้าลอกเลียนแบบ ซึ่งก็เป็นฟองสบู่เหมือนกัน ผลก็คือ ฟองสบู่ก็ปรากฎในวงการศึกษาด้วย

การพัฒนาทฤษฎีพื้นฐานใหม่ใช้เวลาหลายทศวรรษ ถ้านักวิชาการเน้นพูด มากกว่าการพัฒนาทฤษฎีให้เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์  ประเทศของเราก็คงจะไม่แข็งแกร่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เราควรต้องยืนหยัดและมุ่งมั่นทำงานของเรา

Q: ผู้บริหารของหัวเว่ยท่านอื่นได้พูดว่า หัวเว่ยยังสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง การแบนของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบกับลูกค้ารายใหญ่ๆ และธุรกิจของคุณหรือไม่

เหริน : แน่นอนเราจะสามารถให้บริการลูกค้าของเราได้อย่างต่อเนื่อง ศักยภาพการผลิตระดับ Mass ของเรานั้นมีมหาศาล และการเพิ่มหัวเว่ยเข้าไปใน Entity List จะไม่ส่งผลกระทบกับเรามากนัก และเราก็มีการประมูลโครงการไปทั่วโลก

การเติบโตของเราจะช้าลง แต่จะไม่มากเท่าที่ทุกคนคิด ในไตรมาสแรกของปีนี้ รายได้ของเราเพิ่มขึ้น 39% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน  อัตรานี้จะลดลง 25% ในเดือนเมษายน และอาจจะยังลดลงไปเรื่อยๆ จนสิ้นปี แต่การแบนของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้การเติบโตต้องติดลบ หรือทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมของเราแย่ลง

Q : อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างไร หากสหรัฐฯ ตัดระบบซัพพลายเชน

เหริน : บริษัทของเราจะไม่สะดุดเพราะขาดแคลนชิ้นส่วน เราเตรียมการไว้ดีพอ เมื่อต้นปี ผมคาดการณ์เอาไว้ว่า เรื่องทำนองนี้อาจเกิดขึ้นในอีกสองปี และสหรัฐฯ จะไม่ลงมือก่อนที่คดีความที่สหรัฐฯ ยื่นฟ้องเราจะได้รับการตัดสินในศาล เราค่อนข้างมั่นใจว่า สหรัฐ จะดำเนินการกับเราไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม เราคิดว่า เราอาจจะมีเวลาสักสองปีสำหรับเตรียมการ แต่เมื่อ “เมิ่ง หว่านโจว” (ลูกสาวของเหริน และ CFO หัวเว่ย) ถูกจับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

FILE PHOTO: Meng Wanzhou, Executive Board Director of the Chinese technology giant Huawei, attends a session of the VTB Capital Investment Forum “Russia Calling!” in Moscow, Russia October 2, 2014. REUTERS/Alexander Bibik

คุณอาจจะรู้อยู่ว่าเราก็ทำงานในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา และผมก็ได้ไปเยี่ยมเยียนพนักงานของเราที่ทำงานในช่วงวันหยุด เฉพาะในประเทศจีน พนักงานฝ่ายบริการราว 5,000 คน เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด และพนักงานในโรงอาหาร ยังต้องอยู่เพื่อให้บริการ “นักสู้” ของเรา พวกเขาได้รับเงินเดือนสูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่า บริษัทได้จ่ายค่าอาหารให้ซัพพลายเออร์เท่าตัว และจ่ายพนักงานบริการเป็นพิเศษ พนักงานของเราหลายคนไม่ได้กลับบ้านในช่วงตรุษจีน เพื่อประหยัดเวลาไว้ให้กับการทำงาน พวกเขาได้เอาเบาะมานอนบนพื้นที่นอนในช่วงบ่าย เช่นเดียวกับช่วงวันหยุดแรงงาน พนักงานของเราจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ที่นี่

Q : หลังจากที่มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ คาดว่าซัพพลายเออร์ของหัวเว่ยในญี่ปุ่น ยุโรป และไต้หวัน น่าจะช่วยหัวเว่ยได้มาก หากมาตรการควบคุมการส่งออกนี้เกิดใช้ไม่ได้ผล คุณคิดว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้ากดดันบริษัทต่างๆ อย่าง TSMC หรือไม่ แม้หัวเว่ยจะผลิตชิปเองได้ แต่ก็ไม่ได้มีศักยภาพเทียบเท่าระบบห่วงโซ่ทั้งระบบ

เหริน : หากมีบริษัทจำนวนมากขึ้นพร้อมใจกันไม่ก้มหัวให้กับการกดดันครั้งนี้ บริษัทอื่นๆ ก็จะทำตาม ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ มันจะไม่เป็นอย่างนั้นหรอก

Q : เมื่อดูจากสิ่งที่กูเกิลทำเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ใช้งานในยุโรปกังวลอย่างยิ่งว่าสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยจะไม่สามารถใช้งานในระบบแอนดรอยเวอร์ชั่นใหม่ที่จะออกมาในอนาคตได้  คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

เหริน : กูเกิลเป็นบริษัทที่ดี มีความรับผิดชอบสูง ทางบริษัทกำลังพยายามโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐแก้ไขปัญหานี้ ตอนนี้เรากำลังหารือถึงทางออกที่เป็นไปได้สำหรับปัญหานี้ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญของเราก็ยังคงทำงานในเรื่องนี้อยู่  ผมจึงยังไม่อาจให้คำตอบที่ลงรายละเอียดแก่คุณได้วันนี้

เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้ง “หัวเว่ย”

Q : คุณกล่าวว่าการพัฒนาชิปไม่ได้ใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องมีนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ด้วย ในฐานะบริษัทหัวเว่ยและตัวคุณเอง คุณได้พูดถึงการศึกษาและงานวิจัยขั้นพื้นฐานไปหลายครั้งแล้วนั้น และเราก็ทราบมาจากโฆษณาของคุณด้วยว่า หัวเว่ยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ หัวเว่ยมีการดำเนินการเป็นการเฉพาะหรือไม่ในส่วนของการศึกษาและการวิจัยขั้นพื้นฐาน และสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาของหัวเว่ยในอนาคตได้ในลักษณะใด

เหริน : อย่างแรกเลย เรามีศูนย์วิจัยและพัฒนา 26 แห่งทั่วโลก มีนักคณิตศาสตร์ 700 คน และนักฟิสิกส์ 800 คน และนักเคมีอีก 120 คน ทำงานที่หัวเว่ย  เรามีสถาบันการวิจัยเชิงกลยุทธ์ที่มอบเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลให้กับศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงในมหาวิทยาลัยทั่วโลก เราไม่หวังที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้ การสนับสนุนการวิจัยของเรานั้นก็เหมือนกับรูปแบบการลงทุนตามข้อมูลที่อ้างอิงในกฎหมาย Bayh-Dole Act ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุนก็คือมหาวิทยาลัย ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ เราจะร่วมทำงานกับนักวิทยาศาตร์จำนวนมากขึ้นในการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีในขั้นต่างๆ

มองกันว่ามาตรฐานเทคโนโลยี 5G จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างยิ่งใหญ่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะนึกได้ว่า มาตรฐานเหล่านี้มาจากรายงานทางคณิตศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดยศาสตราจารย์ชาวตรุกี นามว่า “เออร์ดัล อาริกาน” เมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว

เราได้ค้นพบรายงานฉบับนี้สองเดือนหลังจากที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำการวิจัย วิเคราะห์ และจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่ค้นพบจากกระดาษแผ่นนี้  พนักงานของหัวเว่ยหลายพันคนเองก็มีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ เราใช้เวลาร่วมทศวรรษในการแปลงหน้ากระดาษที่มีสูตรคณิตศาสตร์ให้เป็นเทคโนโลยีและมาตรฐาน เรามีสิทธิบัตรมาตรฐาน 5G ที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลก คิดเป็น 27% ของมาตรฐานที่ใช้งานกันอยู่

ศาสตราจารย์อาริกานไม่ใช่พนักงานหัวเว่ย  แต่เราได้สนับสนุนการวิจัยของเขาเพื่อให้ศาสตราจารย์ดูแลรับผิดชอบนักศึกษาปริญญาเอกได้มากขึ้น ซึ่งหัวเว่ยก็ได้สนับสนุนนักศึกษาเหล่านั้นด้วย  นอกจากนี้เรายังได้ส่งเสริมศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น  มีนักศึกษาปริญญาเอกสี่คนของศาสตราจารย์อาริกาน ทั้งสี่คนนี้ได้ทำงานร่วมกับหัวเว่ย แต่ประจำอยู่ที่ออฟฟิสของศาสตราจารย์ จากนั้นเขาก็ได้คัดเลือกนักศึกษาปริญญาเอกอีกสี่คนเพื่อทำงานร่วมกับเขา  ทั้งหมดแปดคนนี้ทำงานให้กับเขาในเวลาเดียวกัน  เอกสารทั้งหมดนี้ถือเป็นสมบัติของพวกเขา ไม่ใช่ของหัวเว่ย หากเราต้องการใช้ผลการค้นคว้าทางวิชาการ เราต้องจ่ายให้พวกเขา  วิธีดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางที่ระบุในกฎหมาย Bayh-Dole Act ของอเมริกา เราได้ใช้วิธีดังกล่าวนี้ในการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น

A logo of Huawei is seen during the Mobile World Congress in Barcelona, Spain, February 27, 2018. REUTERS/Yves Herman

เมื่อสัปดาห์ก่อนเราได้จัดประชุมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผมเองก็ได้เข้าร่วมงานนี้ผ่านวิดีโอทางไกล มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง ทุกคนมีดีกรีระดับปริญญาเอกเข้าร่วมงาน และแนะนำให้ผมรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ พวกเขาอธิบายให้ผมฟังว่า กระดาษแต่ละแผ่นนั้นสำคัญต่อสังคมในอนาคตอย่างไร เราสามารถสื่อสารด้วยวิธีดังกล่าวได้อย่างเสถียรทั่วถึงกันทั้งโลก ช่วยให้เราซึมซับความคิดใหม่ๆ และช่วยให้พวกเขาเข้าใจความต้องการของเรา วิธีนี้ทำให้เราสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างเสถียร

เมื่อพูดถึงการครองใจคนเก่งๆ บริษัทตะวันตกถือว่ามองการณ์ไกลกว่าเรา พวกเขาค้นหาและคัดเลือกคนเก่งๆ เข้ามาทำงานในฐานะเด็กฝึกงาน มีการอบรมอย่างเข้มข้นระหว่างการฝึกงาน ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในแบบเดิมที่ใช้วิธีการหาเด็กจบใหม่ในประเทศจีน

ตอนนี้เรามีโอกาสแข่งขันกับบริษัท อเมริกันมากขึ้นในแง่ของการคัดเลือกคน แต่เราก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะดึงดูดคนเก่ง เราเสนองานให้กับนักศึกษาที่เก่งสุดยอด ระดับหัวกะทิ ตั้งแต่พวกเขาเรียนอยู่ปีสอง เช่น นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยโนโวซีบีรสค์ ที่ได้แชมป์หรือรองแชมป์ในการแข่งขันเขียนโปรแกรม International Collegiate Programming Contest เป็นเวลาติดต่อกันหกปี ซึ่งกูเกิลเองก็ได้เสนอค่าตอบแทนที่สูงกว่า 5 – 6 เท่าของอัตราทั่วไปเพื่อจ้างพวกเขาเข้ามาทำงาน ส่วนเราจะเริ่มในปีนี้โดยจ่ายให้สูงกว่ากูเกิลเพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาคิดค้นนวัตกรรมในรัสเซีย เราจะร่วมแข่งขันเพื่อดึงตัวคนเก่ง

เราไม่ต้องการที่จะให้นักวิทยาศาสตร์ต้องประสบความสำเร็จทุกครั้งไป ความล้มเหลวก็เป็นความสำเร็จในแบบหนึ่งเพราะช่วยพัฒนาความสามารถ วิธีนี้จะทำให้เราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

Q: ธุรกิจคอนซูเมอร์เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้หัวเว่ยมากที่สุด ตามด้วยโทรคมนาคมและเอ็นเตอร์ไพรส์ คุณคิดว่าสัดส่วนรายได้ของธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า  และในสถานการณ์ปัจจุบัน คุณจะกำหนดบทบาทในอนาคตของ HI Silicon ในหัวเว่ยอย่างไร

เหริน : บทบาทของชิป HI Silicon คือเป็นกองหนุนของหัวเว่ย ที่เดินหน้าไปพร้อมกับทีมปฏิบัติการของบริษัท ซึ่งอาจเปรียบได้กับรถบรรทุกเชื้อเพลง รถเครน หรือแพทย์สนามที่เคลื่อนพลไปพร้อมกับกองกำลังหลัก

สำหรับกลุ่มธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มของเรานั้น เราไม่ได้มองในแง่ที่ว่าธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุดเป็นธุรกิจที่สำคัญสูงสุด หรือแผนกที่มีหน้าที่วางระบบเชื่อมโยงเครือข่ายเท่านั้นที่จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกได้  เป็นแผนกที่ตกเป็นเป้าโจมตีของสหรัฐฯ ได้มากที่สุด  ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับเครื่องบินที่พังยับเยิน ในความเป็นจริงนั้น เราคิดว่า แผนกนี้ไม่ได้มีปัญหามากมายเท่ากับแผนกอื่นๆ เพราะเราได้เตรียมการมานานแล้ว เทคโนโลยี 5G การส่งสัญญาณออพติคอล และเครือข่ายหลักของเรานั้น ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาในธุรกิจนี้ และเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นผู้นำของโลกในอีกหลายปีต่อไป

Q : หัวเว่ยได้ลงทุนอย่างหนักในด้านวิจัยและพัฒนา ในอนาคตคุณจะเน้นลงทุนในด้านใด คุณมีการเตรียมการด้านเทคโนโลยีอย่างไร

เหริน : เราได้ดำเนินงานเฉพาะเรื่องนี้ (ธุรกิจเครือข่าย) มากกว่า 30 ปี แรกเริ่มเลยนั้น เรามีพนักงานด้านนี้หลายสิบคน และเพิ่มเป็นหลายร้อยคนที่ดูแลในเรื่องนี้ และหลายหมื่นคนในเวลาต่อมา  ตอนนี้เรามีพนักงานกว่าแสนคนแล้ว เราได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับเรื่องนี้อันก่อให้เกิดการค้นพบที่ยิ่งใหญ่  ทุกปีเรามีการลงทุนเป็นจำนวน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งไม่มีบริษัทใดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผลักดันการลงทุนมหาศาลในด้านเดียวกันนี้มากเท่าเรา

เรามีการทำงานในด้านการถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์จะทำในส่วนของ “ก็อกน้ำ” ส่วนธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคมจะดูแลในส่วนของ “ท่อน้ำ” ยิ่งงานยากสำหรับเรามากเท่าไร ก็หมายความว่า งานนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องนำพาโลกใบนี้ต่อไปและรักษาตำแหน่งของเราเอาไว้  นอกจากนี้ เราจะยังต้องเพิ่มงบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาด้วย

ผมไม่คิดว่า แรงกดดันในเรื่องผลประกอบการทางการเงินของเราที่ลดต่ำลงนั้นจะส่งผลต่อการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาของเรา พนักงานของเราไม่ได้ละโมบโลภมาก พวกเขามีเงินพอที่จะอยู่ได้จนถึงสิ้นเดือน ผมเองก็ยังเคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับคู่ชีวิตของพนักงานด้านการวิจัยและพัฒนาของเราหลายคนถึงการประหยัดอดออม

บางคนถามว่า ผมรู้ได้ว่าพนักงานคนไหนมีความทุ่มเท ผมตอบไปว่า หากเราพูดคุยถึงคนที่ซื้อของหลายๆ อย่างจากร้านหรู และพบว่าคู่ชีวิตของพวกเขาทำงานที่หัวเว่ย  พนักงานหัวเว่ยเหล่านั้นก็เป็นพนักงานที่ทุ่มเท  หลังจากที่พวกเขาทำงานหาเงินที่หัวเว่ย  คู่ชีวิตของพวกเขาก็ควรจะสามารถใช้จ่ายเงินได้ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะรู้สึกมีแรงจูงใจที่จะหาเงินให้ได้มากยิ่งขึ้น

หัวเว่ยจะยังเดินหน้าทำงานในด้าน ICT  และจะไม่ขยายออกไปในอุตสาหกรรมอื่น

แต่ก็มีข่าวลือว่า หัวเว่ยจะเข้าร่วมในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของเรานั้นให้บริการเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ และส่วนใหญ่ก็ติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์กันอยู่แล้ว  ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่  เรามีการทำงานร่วมกับบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อสร้างรถยนต์อัตโนมัติ  อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรของเรานั้นใส่โลโก้ของหัวเว่ยบนรถ ไม่ได้แปลว่า เรามีการผลิตรถยนต์ เราจะไม่ผลีผลามเข้าไปทำธุรกิจด้านอื่นๆ

REUTERS/Yves Herman

Q : กูเกิลได้ระงับการทำธุรกิจกับหัวเว่ย เพื่อตอบปัญหานี้ หัวเว่ยได้ออกแถลงการณ์ ผมอยากรู้ว่า หัวเว่ยจะได้รับผลกระทบอย่างไรในส่วนของระบบปฏิบัติการแอนดรอย

เหริน : ผลกระทบก็อาจจะมีบ้าง เพราะกูเกิลเป็นบริษัทใหญ่ เราทั้งสองบริษัทกำลังหาทางออกและกำลังหารือถึงแนวทางที่เป็นไปได้

Q: ในอดีตนั้น หุ้นของหัวเว่ยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นและพนักงานเองก็ซื้อหุ้นของหัวเว่ยเป็นจำนวนมาก ซึ่งให้ผลตอบแทนในอัตราสูง แต่ตอนนี้ ความไม่แน่นอนในอนาคตที่เพิ่มขึ้น หากหัวเว่ยต้องพบกับปัญหา จะมีผลต่อการจ่ายเงินปันผลและกำไรต่อหุ้นหรือไม่

เหริน : โดยทั่วไปแล้ว การซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทนั้นขึ้นอยู่กับตัวพนักงานเอง เรามีกลไกที่เปิดเผยและการตัดสินใจของพนักงานของเรานั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัท เงินปันผลจากหุ้นหัวเว่ยนั้นคาดว่าจะลดลง ฝ่าย Blue Team ของเราได้วิจารณ์การที่บริษัท “แบ่งเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่า 30% ตลอด 30 ปี” พวกเขาถามว่า “เราจะใช้อัตราเงินปันผลนี้ไปอีกนานแค่ไหน”

ผมได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทมากทุกปีว่า เรามีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี แต่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของเรานั้นยังไม่มากพอ บันทึกการประชุมเกี่ยวกับการทบทวนตนเองของปีที่ผ่านมายังอยู่บนโต๊ะทำงานของผมอยู่เลย และผมก็ยังไม่ได้อนุมัติ ปีนี้ โดนัล ทรัมป์ ได้อนุมัติคว่ำบาตรหัวเว่ย ซึ่งอาจส่งผลให้ผลกำไรของเรานั้นลดลงเล็กน้อย

Q : หมายความว่า พนักงานก็ต้องยอมรับให้ได้ทั้งผลดีและผลเสีย

เหริน : เราเข้าใจว่าพนักงานบางส่วนคิดอย่างไร ซึ่งพวกเขาก็สามารถถอนเงินคืนได้หากต้องการ

Q: คุณเพิ่งบอกว่าตราบใดที่คุณไม่ยินยอมให้มีการจัดตั้งเงินกองทุนในหัวเว่ย คุณก็ยังคงสามารถดำเนินตามเส้นทางการพัฒนาในอนาคตได้ เงินกองทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และเราก็ได้ยินข่าวลือมาแล้วทุกอย่าง

เหริน : ข่าวลือก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่เราจะไม่ยินยอมให้มีการจัดตั้งเงินกองทุนในหัวเว่ย ซึ่งผู้บริหารของเราก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้

เราทำงานเพื่ออุดมการณ์ ไม่ใช่เพราะเงิน

 

Previous article“กรังด์ปรีซ์” จัดทัพรุกอีสปอร์ต หนีดิจิทัลดิสรัปต์สิ่งพิมพ์ปูพรมอีเวนต์
Next article“ทียู” ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้โรงงานน้ำมันทูน่าที่เมืองรอสต็อก