เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
World IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
Finance กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
“ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
Real Estate “ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
Biz Movement คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
Finance ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
Finance เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
News หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
Economic เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
Biz Movement 4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
ดูทั้งหมด

ธุรกิจตื่นรับ PDPA หวั่น กม.ลูกคลอดช้าซ้ำเติม SMEs

09 ม.ค. 2564 | 18:31น.
PDPA

หากไม่มีอะไรผิดพลาด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) : PDPA)” ก็จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย. 2564 หลังเลื่อนมาร่วมปีเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อม

บิ๊กธุรกิจยังเป็นกังวล

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไซเบอร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่เตรียมความพร้อมไปแล้ว 60-70% แต่ประเด็นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นกังวลคือ การจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะทำให้ภาคธุรกิจกังวลว่าสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วจะได้มาตรฐานตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดหรือไม่

แม้ในทางปฏิบัติตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะระบุว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น หมายถึงไม่ต้องรอการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

แต่หน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจอยู่แล้วสามารถออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาได้ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถออกบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุุคคลขึ้นได้ และบังคับใช้แก่ธุรกิจการเงิน การธนาคาร เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และรายย่อย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มี 2-3 แสนราย ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนหลายส่วน ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี ประกอบกับขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งถ้ายังไม่จบในเดือน มี.ค.นี้ รัฐบาลควรใช้อำนาจจากมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เยียวยากลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบ

“โดยส่วนตัวมองว่าธุรกิจใหญ่ ๆ ได้ผ่านเฟสแรกมาแล้ว เชื่อว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะไม่เลื่อนการบังคับใช้อีก แต่หากเลื่อนก็จะเป็นการใช้อำนาจมาตรา 4 เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ได้ยกเว้นทุกกลุ่มเหมือนรอบแรก

เพราะถ้ายังเลื่อนอีกจะส่งผลกระทบเชิงลบมากกว่า เพราะที่ผ่านมาก็มีกรณีข้อมูลรั่วไหล การแฮกข้อมูลเกิดขึ้นจำนวนมาก”

แนะเร่งตั้ง คกก.

อีกกรณีที่หลายฝ่ายกังวลคือ ความล่าช้าของกฎหมายลูก จากเดิมที่ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันได้ให้หน่วยงานเฉพาะที่กำกับดูแลออกบทบัญญัติเฉพาะได้ทำให้ความกังวลคลี่คลายลง แต่ระยะยาวถ้ายังล่าช้าก็จะยิ่งส่งผลเสีย เพราะท้ายที่สุด คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคือผู้ชี้ขาด

ดังนั้น ทางออกที่ดี คือ รัฐบาลควรเร่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการตีความการบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีก 4 เดือนเศษเท่านั้น

“4 เดือนที่เหลือ รัฐเองก็ต้องประเมินด้วยว่ามีความพร้อมแค่ไหนที่จะเริ่มใช้ พ.ร.บ.นี้ เพราะที่ผ่านมาเกิดความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลไม่ต้องทำอะไร แต่ความจริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยกเว้นเฉพาะหน่วยงานบางส่วนเช่น หน่วยงานความมั่นคง หรือเกี่ยวข้องกับคดีความเท่านั้น”

นายไพบูลย์ย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บังคับใช้กับบริษัทไทย และต่างชาติที่จดทะเบียนในไทย รวมถึงบริษัทต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทยด้วย แต่ถ้านำข้อมูลคนไทยไปใช้ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด

ก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่ล้อไปกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation : GDPR) หรือ “จีดีพีอาร์”

ด้าน ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ETDA ได้ร่วมกับสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดอบรมเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซกว่า 100 ราย

เพ่ื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจขยับตัวและมีการรวมกลุ่มพูดคุยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจ และการให้บริการลูกค้าเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการบังคับใช้จริงแล้ว

“ปกติกฎหมายลูกจะทยอยออกใน 1 ปี หลังกฎหมายหลักมีผลบังคับใช้ ซึ่งถ้าออกมาช้ากว่ากำหนดก็ต้องมีกระบวนการสื่อสารกับประชาชน และภาคธุรกิจให้เข้าใจก่อน เช่น อาจตั้งแซนด์บอกซ์ระยะเวลาสั้น ๆ 3-6 เดือน นำหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกัน

เพื่อดูว่ากฎหมายขาดตกบกพร่องในส่วนใด โดยส่วนตัวมองว่า แนวทางนี้ดีกว่าออกกฎหมายมาโดยไม่ทดสอบ หรือไม่มีใครปฏิบัติตามได้”

หวั่นวิตกหนัก “เอสเอ็มอี”

ขณะที่ นายสืบศักดิ์ สืบภักดี เลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) กล่าวว่า คาดว่าคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้มีการยกร่างกฎหมายลูกรอไว้แล้ว

แต่ยังมีรายละเอียดให้ถกเถียงกันอีกมาก ทั้งเรื่องขอบข่ายธุรกิจ และข้อความที่จะเข้าข่ายเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว ยิ่งช้าก็ยิ่งมีผลกระทบทั้งกับผู้ประกอบการและประชาชน ทำให้ปรับตัวไม่ทัน

โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะยังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีประเภทใดบ้างเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ 0

หากกฎหมายลูกระบุว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไม่ถึง 50 ราย ได้รับข้อยกเว้นก็รอดตัวไป แต่ถ้าระบุว่า เอสเอ็มอีที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้

ก็จะต้องปรับตัวอีกเยอะ ทั้งการทำระบบขอยินยอม การทำระบบหลังบ้าน หรือการหาเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO ประจำองค์กรตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนเพิ่ม

อีกประเด็นที่ยังถกเถียงกันมาก คือ กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับบริษัทที่จดทะเบียนในไทย หรือบริษัทสัญชาติไทยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมบริษัทต่างชาติที่นำข้อมูลของคนไทยไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ปัจจุบันคนไทยมักใช้บริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศจึงอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายรั่วไหลไปต่างประเทศหรือไม่ เป็นต้น

นายสืบศักดิ์กล่าวต่อว่า ธุรกิจที่ตื่นตัวกับการเตรียมองค์กรรับมือ กม.ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่ทำการค้ากับประเทศที่มีการใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว อีกกลุ่มคือธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน ที่เริ่มขอความยินยอมการขอใช้ข้อมูลจากลูกค้าย้อนหลัง

ซึ่งโดยหลักแล้วแต่ละธุรกิจต้องจัดเตรียมทั้งการจัดอบรมพนักงาน ระบบซอฟต์แวร์จัดการหลังบ้าน และระบบขอความยินยอมที่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะขอข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ โดยจะใช้ข้อมูลของลูกค้าได้เท่าที่ขอเท่านั้น

“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยตราขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับ GDPR ของสหภาพยุโรป ก็เพื่อให้ธุรกิจไทยค้าขายกับต่างประเทศได้เสรี เพราะประเทศใหญ่มักตั้งกำแพงกฎหมาย มากีดกันทางการค้ากับประเทศที่ไม่มีกฎหมายใกล้เคียงกับตน”