การพลิกวิกฤตหาโอกาสใหม่ของ Netflix

คอลัมน์ : Tech Times
ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

หลังจาก Netflix ประกาศผลประกอบการล่าสุดว่ามียอดสมาชิกลดลงเกือบล้านคน ความเห็นของนักวิเคราะห์และนักลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งทันที

ฝั่งหนึ่งเชื่อว่าตัวเลข 970,000 ของสมาชิกที่หายไป ก็ยังดูดีกว่าตัวเลข “2 ล้าน” ที่บริษัทเคยคาดการณ์ไว้ตั้งเยอะ เรียกได้ว่า Netflix บริหารความคาดหวังในส่วนนี้ได้ค่อนข้างดี

บริษัทยังให้ความมั่นใจอีกด้วยว่าจะมียอดสมาชิกเพิ่มขึ้น 1 ล้านรายในไตรมาสหน้า พร้อมอัพเดตความคืบหน้าการปราบปรามการแชร์ “พาสเวิร์ด” ผ่านโครงการทดลองในตลาดละตินอเมริกาว่าเป็นไปด้วยดี และบริษัทกำลังออกแบบแพ็กเกจใหม่ราคาถูกที่แบบพ่วงโฆษณาร่วมกับ Microsoft เพื่อเพิ่มรายได้ โดยตั้งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

บริษัทยังแย้มข่าวดีด้วยว่าจะสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ถึง 1 พันล้านเหรียญภายในปีนี้

การแถลงกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้กองเชียร์ใจฟูช้อนซื้อหุ้น Netflix กันรัว ๆ จนราคาพุ่งไปกว่า 6% หลังจากบริษัทแถลงผลประกอบการในวันพุธที่ผ่านมา

แต่นักวิเคราะห์ในอีกฟากฝั่งหนึ่งกลับมองว่า หนทางข้างหน้าของ Netflix ไม่น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยแย้งว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหเพียง 6% เป็นเพียงอาการวูบไหวชั่วคราวของตลาด และเทียบไม่ได้กับความจริงที่ว่าราคาหุ้นของบริษัทร่วงไปแล้วกว่า 67% จนถึงปัจจุบัน

ส่วนการห้ามไม่ให้ลูกค้าแชร์ “พาสเวิร์ด” ก็ดูจะเป็นดาบสองคม

ปัจจุบันคาดว่า Netflix มีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 100 ล้านคน ถ้ามาตรการปราบปรามการแชร์ “พาสเวิร์ด” เป็นไปด้วยดีก็ย่อมช่วยหยุดการรั่วไหลของรายได้ได้

แต่ถ้าบริษัทไม่สามารถมอบ “ทางเลือก” ที่ดีพอ หรือ “ดีกว่า” คู่แข่ง ก็อาจเกิดมหกรรมลูกค้าไหลออกครั้งใหญ่ได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่คู่แข่งโหมออกโปรโมชั่นอย่างหนักและตามไล่บี้ Netflix อย่างไม่ยอมลดละ

สำหรับแผนการขายโฆษณาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่ง Bank of America ยังออกโรงเตือนนักลงทุนให้ระวังกันหน่อย อย่าเชื่อหัวปักหัวปำว่าแพ็กเกจพ่วงโฆษณาจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ Netflix อย่างแน่นอน

เพราะวงการโฆษณามีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูง แถม Netflix ยังเป็นมือใหม่เมื่อเทียบกับคู่แข่งหลายรายที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น Disney+ หรือ HBO Max

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า การออกแพ็กเกจราคาประหยัดก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าลูกค้าเปลี่ยนมาใช้แพ็กเกจราคาถูกกันเยอะก็อาจไปกินรายได้จากแพ็กเกจมาตรฐานหรือแพ็กเกจพรีเมี่ยมที่เป็นรายได้หลักของบริษัท


เมื่อรวมกับการที่บริษัทบอกว่าคงจะรักษาระดับงบฯพัฒนาคอนเทนต์ให้อยู่ในระดับปัจจุบันไปอีก 2-3 ปี ทั้ง ๆ ที่ปกติบริษัทจะเพิ่มงบฯส่วนนี้ทุกปีเพื่อขยายฐานลูกค้า ก็ยิ่งทำให้หวั่นใจว่าการรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจะกลายเป็นงานหินสำหรับ Netflix ยิ่งไปกว่าเดิม